จากกรณีที่อินเดียกำลังเร่งควบคุมการระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ทางตะวันออกของประเทศ หลังจากพบผู้ติดเชื้อแล้ว และต้องกักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยวางมาตรการเฝ้าระวังทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เนื่องจากเป็นโรคอุบัติซ้ำที่มีความรุนแรง 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
สามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ และระบบทางเดินหายใจ โดยอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ภาวะระบบหายใจล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าอาจมีการระบาดซ้ำในลักษณะเดียวกับโรคโควิด-19 จากข้อมูลพบว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ติดต่อได้ยากกว่าโรคโควิด-19 เนื่องจากต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ มูล หรือเลือด แต่อัตราการเสียชีวิตสูงกว่า โดยแหล่งรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวผลไม้ เชื้อสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือผ่านสัตว์ตัวกลาง เช่น สุกร รวมถึงอาจติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างรอบด้าน
เปรียบเทียบอาการไวรัสนิปาห์และโควิด-19
การพบการระบาดครั้งแรก
- ไวรัสนิปาห์ : ไม่ใช่ไวรัสใหม่ จากข้อมูลของ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เริ่มพบการระบาดของโรคนิปาห์ในช่วงปี พ.ศ. 2541–2542 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซีย รัฐเปรัก (Perak) และขยายการระบาดลงไปถึงประเทศสิงคโปร์ มีผู้ป่วยรวม 265 ราย เสียชีวิตกว่า 108 คน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อ
- ไวรัสโควิด-19 : เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยพบครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ในนครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 และรายงานผู้ป่วยชาวไทยรายแรก ซึ่งมีอาชีพขับรถแท็กซี่ ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ แต่มีประวัติให้บริการรับส่งผู้โดยสารชาวจีน
สาเหตุ / ชนิดไวรัส
- ไวรัสนิปาห์ : เป็นไวรัส RNA ในตระกูล Paramyxoviridae สกุล Henipavirus เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และมีแนวโน้มก่อโรคในระบบประสาทและระบบทางเดินหายใจ มีต้นตอจาก ค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ อาจผ่าน สัตว์ตัวกลาง เช่น สุกร ก่อนติดสู่คน
- ไวรัสโควิด-19 : เกิดจากการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูล Coronaviridae ก่อโรคทางเดินหายใจเป็นหลัก เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับค้างคาว แต่ยังไม่ยืนยัน 100% หลังเริ่มระบาดแล้ว มนุษย์คือแหล่งแพร่เชื้อหลัก
ระยะฟักตัว
- ไวรัสนิปาห์ : ประมาณ 4–14 วัน และอาจยาวนานถึง 45 วันในบางราย
- ไวรัสโควิด-19 : โดยทั่วไป 1–14 วัน เฉลี่ยประมาณ 2–7 วัน
อาการเริ่มต้น
- ไวรัสนิปาห์ : มีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน อาจเกิดปอดอักเสบและปัญหาการหายใจ
- เมื่ออาการรุนแรง อาจมีอาการวิงเวียน สับสน ชัก ความผิดปกติของสมอง หรือภาวะสมองอักเสบ และอาจเข้าสู่ภาวะโคม่าอย่างรวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง
- มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40–75
- ไวรัสโควิด-19 : มีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ไอแห้ง เจ็บคอ หายใจลำบาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย
- ในรายที่อาการรุนแรงอาจเกิดปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลว
- อาการทางระบบประสาทพบได้น้อย และโดยทั่วไปไม่รุนแรงถึงขั้นสมองอักเสบ
- อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าไวรัสนิปาห์อย่างมาก
การติดเชื้อและการแพร่กระจาย
- ไวรัสนิปาห์ : แพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ค้างคาวผลไม้หรือสุกร การวินิจฉัยใช้การตรวจ PCR หรือการตรวจภูมิคุ้มกัน (ELISA)
- ไวรัสโควิด-19 : แพร่ผ่านละอองทางเดินหายใจจากคนสู่คนได้ง่าย วินิจฉัยด้วยการตรวจ PCR หรือชุดตรวจ ATK
วัคซีนและการรักษา
- ไวรัสนิปาห์ : ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ ต้องรักษาตามอาการ
- ไวรัสโควิด-19 : มีวัคซีนและแนวทางการรักษาที่ชัดเจน
การดูแลและป้องกัน
- ไวรัสนิปาห์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า หรือสัตว์ป่วย
- ไม่รับประทานผลไม้ที่ถูกสัตว์กัดแทะ และไม่ดื่มน้ำหวานดิบจากธรรมชาติ
- หากมีไข้ร่วมกับอาการทางระบบประสาท และมีประวัติเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ไวรัสโควิด-19
- สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย และเว้นระยะห่าง
- หากมีอาการควรตรวจ ATK แยกตัว พักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ
- กลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการหอบ เหนื่อย หรือแน่นหน้าอก