ที่กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมจัดระเบียบมูลนิธิว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เบื้องต้นจะบูรณาการการทำงานภายในกระทรวง โดยเตรียมแก้ไขกฎกระทรวงและกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยกรมการปกครองมีระบบออนไลน์ให้มูลนิธิและสมาคมต่าง ๆ แจ้งข้อมูลตามระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นวาระการประชุม เงินบริจาค รายจ่ายของมูลนิธิ รวมถึงงบดุล
ซึ่งเบื้องต้นได้สั่งการให้ปรับปรุงระบบว่า จะสามารถสืบค้นข้อมูลไปถึงบุคคลที่บริจาคได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้บริจาคตรวจสอบได้ว่าเงินที่บริจาคถูกนำไปใช้เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์อย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ให้กับนายทะเบียนในแต่ละท้องที่ เพื่อตรวจสอบมูลนิธิ รวมถึงบทลงโทษตามกฎหมายฉบับเก่าที่ร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่ากระทรวงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นสมาคมหรือมูลนิธิ ล้วนมีเจตนารมณ์ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่โปร่งใส หรือมีสิ่งที่ประชาชนเคลือบแคลงใจ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบ
ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เป็นหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่จะต้องตรวจสอบว่าเงินถูกโอนไปยังบุคคลหรือหน่วยงานใดบ้าง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสามารถตรวจสอบได้เพียงข้อมูลบัญชีที่มูลนิธิหรือสมาคมแจ้งเข้ามาเท่านั้น หากกรมการปกครองพบข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีของมูลนิธิ ก็จะทำหนังสือเรียกให้เข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน กรมที่ดินได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินที่มูลนิธิองค์กรทำดีครอบครอง รวมถึงมูลค่าที่ดิน แต่ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินที่นำมาใช้ซื้อที่ดินได้
สำหรับบทลงโทษกรณีไม่แจ้งบัญชีหรือกระทำความผิด นายพลพีร์กล่าวว่า หากมีการกระทำผิดหรือขัดต่อข้อบังคับ อาจมีโทษถึงขั้นเพิกถอนมูลนิธิ แต่ไม่สามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้ทันที โดยต้องส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาและมีคำตัดสินก่อน ซึ่งทรัพย์สินของมูลนิธิที่กระทำผิดกฎหมายจะตกเป็นของแผ่นดิน หรือในกรณีที่มีการเลิกมูลนิธิ จะมีการระบุว่าจะมอบทรัพย์สินให้กับหน่วยงานใด โดยมูลนิธิองค์กรทำดีของบุ๋ม ปนัดดา ระบุว่าจะมอบทรัพย์สินให้กับสภากาชาดไทย
เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยจะปกป้องประชาชนที่บริจาคเงินให้กับมูลนิธิอย่างไร นายพลพีร์กล่าวว่า ขณะนี้ระบบเป็นระบบออนไลน์ แต่ได้มอบหมายให้ตรวจสอบรายละเอียดของข้อมูลที่มูลนิธิแจ้งเข้ามา โดยไม่ต้องการให้เห็นเพียงรายรับและรายจ่าย แต่ต้องการให้ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้โอนเงิน และมูลนิธิหรือสมาคมโอนเงินให้ใคร เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยและผู้บริจาคสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่บริจาคถูกนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง
ทั้งนี้ จะต้องออกแบบระบบโดยไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคลหรือขัดต่อกฎหมาย PDPA รวมถึงกำหนดว่าบุคคลใดสามารถเข้าถึงข้อมูลรายรับรายจ่ายของมูลนิธิหรือสมาคมได้บ้าง เนื่องจากผู้บริจาคอาจมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันคน และบางคนอาจไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน จึงต้องพิจารณาข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยย้ำว่าต้องการให้เกิดความโปร่งใสและประชาชนสามารถตรวจสอบได้มากที่สุด ซึ่งจะดำเนินการในทุกมูลนิธิและสมาคม ไม่ใช่เพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง
ส่วนกรณีผู้มีชื่อเสียงในสังคมเปิดบัญชีส่วนตัวรับบริจาค นายพลพีร์กล่าวว่า มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจากอาจมีบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีเจตนาต้องการช่วยเหลือประชาชนหรือทำการกุศล โดยพบว่าบางคนไม่ได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิหรือสมาคม แต่ใช้บัญชีส่วนตัวรับบริจาค จึงเรียกร้องให้ผู้ที่ยังดำเนินการในลักษณะนี้ออกมาแสดงความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่ามีเงินเข้ามาเท่าไหร่
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการแยกแยะระหว่างเงินส่วนตัวกับเงินบริจาค จึงขอให้เข้ามาพูดคุยกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดตั้งมูลนิธิหรือสมาคมให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยอมรับว่าไม่สามารถห้ามบุคคลเหล่านี้ใช้บัญชีส่วนตัว หรือเข้าไปติดตามได้ว่านำเงินในบัญชีส่วนตัวไปทำอะไรบ้าง แต่หากประชาชนมีข้อสงสัย กระทรวงมหาดไทยพร้อมเป็นคนกลางประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ
เมื่อถามถึงกรณีมูลนิธิองค์กรทำดีส่งบัญชีรายรับรายจ่ายถูกต้องหรือไม่ นายพลพีร์กล่าวว่า ตั้งแต่มีการจัดตั้งมูลนิธิเมื่อปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการส่งข้อมูลใด ๆ มาถึงกระทรวงมหาดไทยหรือกรมการปกครองเลย ไม่ว่าจะเป็นวาระการประชุม เนื้อหาการประชุม บัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงงบดุลประจำปี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย โดยได้ส่งหนังสือไปยังมูลนิธิแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดกลับมาให้ตรวจสอบ ซึ่งในหนังสือได้กำหนดเส้นตายให้มูลนิธิส่งข้อมูลภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้
ส่วนพบความผิดปกติในบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วหรือไม่ นายพลพีร์กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดตามเนื้อหาจากสื่อต่าง ๆ แต่ความผิดปกติที่พบในขณะนี้คือ มูลนิธิไม่ได้รายงานการดำเนินงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ทำให้กระทรวงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีรายรับรายจ่ายอย่างไร รวมถึงงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือสาธารณชน และมีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่
ทั้งนี้ ต้องรอให้ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่มูลนิธิองค์กรทำดีจะต้องรายงานข้อมูลต่อกระทรวงมหาดไทย หากไม่ส่งข้อมูลก็จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ส่วนทรัพย์สินของมูลนิธิ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะตกเป็นของแผ่นดินหรือสภากาชาดไทย ตามวัตถุประสงค์ที่มูลนิธิได้จดแจ้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า กัน จอมพลัง เป็นผู้ซื้อที่ดินให้กับบุ๋ม ปนัดดา นายพลพีร์กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมที่ดินตรวจสอบแล้ว โดยผลการตรวจสอบไม่พบว่ามีชื่อกัน จอมพลัง เป็นผู้โอนที่ดินให้กับบุ๋ม ปนัดดา