ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับการสู้คดีของ “บุ๋ม ปนัดดา” โดยมองว่า เบื้องต้นอาจใช้แนวทางปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง และถูก “ก๊อต อธิป” หรือสามีหลอก รวมถึงอ้างว่านำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ของมูลนิธิ แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมได้ ส่วนกรณีของ “ก๊อต อธิป” หากทราบอยู่แล้วว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็อาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ร่วมกระทำความผิด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการพิจารณาของพนักงานสอบสวน
ส่วนข้ออ้างว่า “บุ๋ม ปนัดดา” ไม่ทราบเรื่องการโอนเงิน ทนายเดชา ตั้งข้อสังเกตว่า บุ๋มดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ เป็นเจ้าของบัญชี และมีการโอนเงินหลายครั้ง จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ว่าไม่ทราบเรื่องจริงหรือไม่ โดยมองว่าการอ้างว่าถูกหลอกเพียงครั้งเดียวอาจมีน้ำหนักแตกต่างจากการโอนเงินซ้ำหลายครั้ง
ทั้งนี้เชื่อว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ ทั้ง “บุ๋ม ปนัดดา” และสามีอาจถูกดำเนินคดีและถูกแจ้งข้อกล่าวหา โดยอาจมีการออกหมายจับหรือหมายเรียก แต่จะผิดหรือไม่ต้องรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน
ย้ำว่า ตำรวจจะพิจารณาดำเนินคดีจากพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่ขึ้นอยู่กับคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหา
ขณะที่การตรวจสอบข้อบังคับของมูลนิธิ พบว่า การถอนเงินเกิน 5 แสนบาท ต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาโครงการและลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากก่อน แต่กรณีนี้ “บุ๋ม ปนัดดา” ยอมรับว่า ไม่ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ จึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับของมูลนิธิ
ส่วนการที่ “บุ๋ม ปนัดดา” เข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่จะเป็นการแจ้งความเพื่อแก้เกี้ยว หรือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
ส่วนประเด็นว่าใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ หรือที่เรียกว่า “Last Boss” ทนายเดชา มองว่า “บุ๋ม ปนัดดา” อาจเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าว
ขณะเดียวกันทนายเดชา ยังให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดโต๊ะข่าวของพีพีทีวีด้วยว่า ตำรวจได้นำสเตทเม้นท์มาเข้าโปรแกรมพิเศษ สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินไปไหนบ้าง
โดยนอกจากที่พบว่า มีเส้นเงินจากมูลนิธิออกไปยังช่างเอ๋ และโอนไปเข้าบัญชีคุณก๊อตแล้ว ก็พบว่ายังมีเส้นเงิน ที่ออกจากบัญชีมูลนิธิไปบัญชีบุคคลอื่นๆอีกจำนวนมาก และยังให้สัมภาษณ์กับสื่ออีกว่า อีกสองอาทิตย์จะมีอีกมูลนิธิหนึ่งที่เป็นผู้ชาย จะโดนเรื่องฟอกเงินด้วย