นางสาวบุญยนุช แสงศรี เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ออยศรีและผองเผือก” หรือ “ออยศรี” พร้อม นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด และนายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงาน และเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี
ซึ่งมี นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นประธานมูลนิธิ พร้อมขอให้สืบสวนขยายผลว่ามีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินบริจาค การอนุมัติเบิกจ่าย และการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ หากพบว่ามีการกระทำความผิด ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย
โดย ออยศรี เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคของประชาชนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้บริจาค
เนื่องจากมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมี บุ๋ม ปนัดดา เป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จึงมองว่าการทำความดีที่ผ่านมาไม่ควรเป็นเหตุให้ละเลยการตรวจสอบความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เงินบริจาค
โดยเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อสงสัยว่า การนำเงินบริจาคไปใช้ก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งออยศรีตั้งข้อสงสัยว่า การก่อสร้างดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอย่างไร และเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์หรือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงหรือไม่ เนื่องจากในมุมมองของตน พูลวิลล่าไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือประชาชน จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายอย่างละเอียด
นอกจากนี้ ออยศรี ยังกล่าวถึงคำชี้แจงของ บุ๋ม ที่ระบุว่ามีการดูแลเงินบริจาคของประชาชนอย่างดี และรอบคอบ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการดูแลเงินบริจาคอย่างรอบคอบจริง เหตุใดจึงยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้รับจ้างก่อสร้าง และการทำสัญญาได้อย่างชัดเจน จึงมองว่าประเด็นดังกล่าวยังมีข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ขณะที่กรณีที่ บุ๋ม ปนัดดา เตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือกล่าวหาเกี่ยวกับมูลนิธิในวันนี้เช่นเดียวกัน ออยศรี ยืนยันว่า ตนยินดีอย่างมากหาก บุ๋ม จะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมองว่าหาก บุ๋ม เชื่อว่าตัวเองถูกหลอกลวงจากสามีหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิ ก็ควรเข้าแจ้งความด้วยเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลอื่นเป็นฝ่ายดำเนินคดีก่อน
ออยศรี ระบุว่า หากมีบุคคลนำเงินไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีการปลอมแปลงเอกสารจนทำให้เกิดความเสียหาย ก็ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนกรณีที่ บุ๋ม ปนัดดา จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตนนั้น ก็ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายมีโอกาสนำข้อมูลและพยานหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวน รวมถึงเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ประชาชนที่เคยให้ความไว้วางใจ บุ๋ม ได้รับทราบ
ด้าน ทนายวิน ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับเหมา ที่ดำเนินการก่อสร้างโรงทานจริง พร้อมเรียกร้องให้มูลนิธิเปิดเผยข้อมูลการว่าจ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้กับโครงการใดและว่าจ้างใคร ส่วนกรณีพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับการนำเงินของมูลนิธิไปใช้หรือไม่
ทนายวิน เปิดเผยว่า นอกจากออยศรีแล้ว ยังมีผู้บริจาครายอื่นเข้ามามอบอำนาจให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยมีผู้เสียหายรายหนึ่งบริจาคเงิน 20,000 บาท อีกรายเป็นทนายความชื่อดังในภาคอีสาน บริจาคเงิน 100,000 บาท และยังมีผู้บริจาคอีก 2 ราย รายละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นการบริจาคด้วยความศรัทธาในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมคาดว่าจะมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก
พร้อมยืนยันว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่มีการเจรจา หรือมวยล้มต้มคนดู เนื่องจาก ข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชน , ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ , และความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย และไม่สามารถยอมความได้ โดยคดีจะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินไปถึงชั้นอัยการและศาล
พร้อมย้ำว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตรวจสอบ และใช้กระบวนการทางกฎหมาย หากใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงก็ตาม และตนก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่ามีหนึ่งในนักข่าวเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิ ใครก็ตามที่เป็นคณะกรรมการในมูลนิธิหรือเกี่ยวข้องกับมูลนิธิจะต้องนำพยานหลักฐานมาชี้แจง มีส่วนรู้เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินที่เป็นจำนวนมากภายในมูลนิธิหากพิสูจน์ได้ก็จบ รวมถึงทนายความที่เพิ่งลาออกไปเป็นนักกฎหมาย ต้องทราบว่าการโอนเงิน โอนเงินไปจำนวนมากขนาดนี้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่มีมติประชุมที่รับรอง ของมูลนิธิไม่น่าเป็นไปได้
และหลังจากนี้ ตนจะเชิญบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นพยานทั้ง หนุ่ม กรรชัย,พุทธ อภิวรรณ ที่เป็นผู้บริจาครายใหญ่เข้าให้ข้อมูล ในฐานะพยานกับทางกองปราบด้วย
ทั้งนี้ ทนายวิน ยังระบุว่า ในวันจันทร์ ที่ 2 พ.ย. นี้ จะเดินทางไปร้องเรียนต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดีว่า มีการนำเงินบริจาคไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ส่วนวันอังคาร ที่ 3 พ.ย. จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นการฟอกเงิน และในวันพุธ ที่ 4 พ.ย. จะเดินทางไปที่รัฐสภา เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมาธิการที่กำกับดูแลด้านการฟอกเงินต่อไป.