อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยา เข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความมูลนิธิองค์กรทำดี โดยนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะผู้บริจาคเงินช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยระบุว่าตนเองได้บริจาคเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีขององค์กรฯ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568
ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยขณะนั้นมีความตั้งใจอยากทำบุญและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งช่วงนั้นตนเองมีภารกิจในการสอนหนังสือ ไม่สามารถลงพื้นที่หน้างานเองได้ จึงตัดสินใจโอนเงินร่วมทำบุญกับมูลนิธิฯ
เมื่อบริจาคไปแล้วก็นำเลขบัญชีของมูลนิธิไปเผยแพร่ต่อที่เฟซบุ๊กของตนเองเพื่อเชิญชวนให้ผู้อื่นร่วมบริจาคด้วย แต่เมื่อมีกระแสข่าวต่าง ๆ ออกมา ทำให้ไม่สบายใจ เพราะตนเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยนำช่องทางการบริจาคนี้ไปเผยแพร่ต่อ โดยยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ
อาจารย์ตฤณห์ระบุว่าไม่ใช่เรื่องของความเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจ แต่เป็นการตั้งคำถามและตั้งสมมติฐานได้ตามหลักความน่าจะเป็น เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็เป็นสิทธิ์ของตนเองที่สามารถแจ้งความหรือให้ตรวจสอบได้ ยอมรับว่าไม่ได้โกรธเคืองอะไรส่วนตัว ส่วนเงิน 20,000 บาท แม้จะไม่ใช่เงินหลักแสนหรือหลักล้าน แต่เป็นเงินของตนเอง เพียงหนึ่งบาทก็มีสิทธิ์ตรวจสอบและแจ้งความได้
อาจารย์ตฤณห์ระบุถึงประเด็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า หากสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่จริง ๆ ทุกอย่างก็ถือว่าจบและไม่มีปัญหาอะไร
แต่เพราะเป็นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ยากกว่าเงินสด จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบความโปร่งใสในฐานะที่ตนเองเป็นเจ้าของเงิน เพื่อคลายข้อสงสัยว่ายอดเงินบริจาคได้นำไปจัดสรรหรือใช้อย่างไรบ้าง พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นอีกหนึ่งความผิดหวังที่พบเจอในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันประชาชนไม่สามารถเชื่อมั่นในองค์กรหรือมูลนิธิต่าง ๆ ได้ 100% เพราะเป็นเรื่องของกิเลสและจิตใจมนุษย์
อาจารย์ตฤณห์ระบุอีกว่าตนเองไม่ได้มุ่งเน้นตั้งคำถามกับตัวบุคคล แต่เป็นการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมทางอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ตรวจสอบว่าเส้นทางการเงินถูกโอนไปที่ใด และเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ พร้อมให้ความเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับลักษณะของคดีในลักษณะดังกล่าวว่า หากพฤติกรรมมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนก็อาจเข้าข่ายรูปแบบของอาชญากรรมคอปกขาว ซึ่งเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียชีวิต แต่ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่าง