นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน กล่าวในรายการเปิดโต๊ะข่าว ถึงกรณีที่เจ้าตัวโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นประธานมูลนิธิฯ โดยระบุข้อความว่า
"ทะเลเดือด! จากสายบุญสู่สายเปย์? นักกล้าม ทหารเรือ กระเป๋าหรู โฉนดที่ดิน…เกี่ยวกันยังไง เส้นเงินจะพาไปถึงใคร เงินมูลนิธิถูกใช้ตรงวัตถุประสงค์หรือไม่?"
"สงสารได้ เข้าใจได้ แต่สุดท้ายต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน! งานนี้ไม่รีบตัดสินใคร…แต่ขอตามเงินก่อนนะจ๊ะ! พี่หนุ่มเข่าหรุด ผมก็ทรุดด้วยครับ ร้องไห้ฮือ ๆ หนักมาก"
ทนายตั้ม อธิบายถึงประเด็นบุคคลที่สวมชุดทหารเรือตามที่กล่าวถึงในโพสต์ว่า ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดของบุ๋ม ปนัดดา ซึ่งเป็นทหารเรือประจำการและทำหน้าที่ครูสอนดำน้ำ จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลดังกล่าวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิฯ
นอกจากนี้ ทนายตั้มยังอ้างว่า จากข้อมูลที่ได้รับ พบการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของบุ๋ม ปนัดดา เป็นเงินกว่า 270 ล้านบาท หรือเกือบ 300 ล้านบาท รวมถึงมีการโอนเงินไปซื้อประกันให้บิดาอีกประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังต้องรอการตรวจสอบและยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทนายตั้มมองว่า หากมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินดังกล่าวจริง จะทำให้การชี้แจงว่าไม่ทราบเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะหากตำรวจตรวจพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับการใช้เงินของมูลนิธิฯ
ส่วนประเด็นการต่อสู้คดี ทนายตั้มแสดงความเห็นว่า ทนายเพชร ซึ่งทำหน้าที่ทนายความให้บุ๋ม ปนัดดา อาจอยู่ช่วยคดีได้ไม่นาน เนื่องจากมองว่าหากพยานหลักฐานทางการเงินมีความชัดเจน จะทำให้การต่อสู้คดีเป็นไปอย่างยากลำบาก พร้อมระบุว่าไม่มีทนายความคนใดอยากแพ้คดี
ทั้งนี้ ทนายตั้มมองว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของบุ๋ม ปนัดดา คือการมีเงินจากมูลนิธิฯ หมุนเวียนเข้าสู่บัญชีส่วนตัว ซึ่งหากตรวจสอบพบว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง อาจกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี
ขณะเดียวกัน ทนายตั้มคาดการณ์ว่า ตำรวจอาจดำเนินการขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องภายใน 1-2 วันนี้ โดยมองว่าการเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกออกหมายจับ โดยเฉพาะหากเป็นข้อหาที่มีอัตราโทษจำคุกสูงและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
ทนายตั้มยังเปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลว่ามีการประสานขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่รายหนึ่งซึ่งมีตำแหน่ง เพื่อช่วยเหลือเกี่ยวกับการประกันตัว แต่เชื่อว่าอาจไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามอง พร้อมคาดการณ์ว่า หากมีการออกหมายจับในคดีดังกล่าว หมายจับล็อตแรกอาจมีอย่างน้อย 2 ใบก่อนแน่นอน