“บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พิธีกรและนักทำงานเพื่อสังคมชื่อดัง แถลงรายละเอียดกรณีที่ดินของสามี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) จ.นครนายก ว่า ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าที่แถลงข่าววันนี้ ไม่ใช่ไปช่วยใครหรือหาเอกสารอะไรตามที่ลือกัน
บุ๋ม ปนัดดา ยืนยันว่า ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับที่ดินของสามี ไม่เคยได้ไปสถานที่ดังกล่าว สามีก็ไม่ให้ไปและไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง กระทั่งมาเกิดเรื่องขึ้น
โดยหากอ้างอิงตามเอกสารสัญญาซื้อขาย สามีทำการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ด้วยเงิน 2.5 ล้านบาท
บุ๋ม ปนัดดา เล่าว่า เมื่อปี 2567 ช่วงที่ตนตั้งครรภ์ ใช้เงินส่วนตัวดำเนินงานมูลนิธิ เพิ่งมามีเงินช่วงปลายปี 2567 จากกรณีโคลนถล่มแม่สาย โดยในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ตนกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาใช้ทั้งมูลนิธิและส่วนตัว 4 ล้านกว่าบาท พอมาช่วงเดือนตุลาคม สามีขอเงิน 2 ล้านกว่าบาทเพื่อมาทำธุรกิจ ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเกี่ยวข้องกับการซื้อที่ดิน
ต่อมาตนพบว่าเงินสด 7 ล้านบาทในตู้เซฟหายไป ซึ่งเป็นเงินที่ทางแบรนด์สบู่มอบให้หลังคลอด ตนกับลูกก็ช็อก เพราะเป็นเงินของลูก เขาอาจมองว่าเป็นพ่อเด็กจึงอาจคิดว่านำเงินไปใช้ได้ ก่อนที่จะบอกตนว่าใช้เงินไปหมดแล้ว โดยไม่บอกว่าใช้ไปกับอะไร
สำหรับความสัมพันธ์กับสามี บุ๋ม ปนัดดา เล่าว่า ช่วงใกล้คลอด “น้องอเล็กซ์” ลูกของตนคนหนึ่งคางแตก พี่เลี้ยงของน้องอเล็กซ์มีลูกสาวคนหนึ่ง อายุราว 17-18 ปี พี่เลี้ยงมาเล่าให้ฟังว่า สามีของตนพาน้องไปเลี้ยงเบียร์ 1 ขวด จากนั้นเอาไปเลี้ยงดู ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนแยกกันอยู่กับสามีตั้งแต่ปี 2567 ทว่าตนก็พยายามประคอง ทำหน้าที่พ่อ-แม่ให้ดี
บุ๋ม ปนัดดา เล่าต่อว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ช่วงนั้นตนหาบ้านใหม่ มีเงินกู้บ้าน มีค่าตกแต่ง 10 กว่าล้านบาท วันนั้นสามีโทรมาขอเงิน 10 ล้านบาท โดยไม่บอกว่านำไปทำอะไร ซึ่งตนก็ไม่ได้ให้ ก่อนที่เช้าวันที่ 13 ตุลาคม เขามานำลูก 2 คนของตนไป ก่อนที่วันที่ 14 ตุลาคม จะทราบว่าลูกอยู่ที่คาร์แคร์แห่งหนึ่งที่คลองสาม ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเขามีคาร์แคร์อยู่ที่คลองสามด้วย
เมื่อตามพบ สามีบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เป็นเรื่องครอบครัว ไม่ต้องมายุ่ง ก่อนเอาลูกหนีไปโดยสลับทะเบียนรถ ก่อนไปโผล่ที่ภูเก็ต กระทั่งวันอังคารที่ผ่านมา สามีเข้าบ้านมาหาเอกสาร ทว่าตนเปลี่ยนตู้เซฟ ทำให้เจอเอกสารที่ดินดังกล่าว ก่อนตัดสินใจอุ้มลูกออกมาวิ่งเข้าโรงแรม ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ยังไม่ได้คุยกับสามี
บุ๋ม ปนัดดา กล่าวต่อว่า เท่าที่ทราบ สามีคงมีความพยายามทำธุรกิจที่ภูเก็ต โดยมีการติดป้ายมูลนิธิหลังจากที่มีเรื่อง ซึ่งตนไม่ยินยอม จะเดินทางไปที่ภูเก็ตเพื่อเคลียร์เรื่องดังกล่าว ถ้าทำให้เสียหาย ตนจะดำเนินการฟ้องร้อง
บุ๋ม ปนัดดา กล่าวฝากข้อความถึงสามีว่า “พี่ก็อตคะ หย่ากันเถอะนะ พี่ก็ไปตามทางของพี่ บุ๋มจะไปตามทางของบุ๋ม ส่วนเรื่องลูกบุ๋มขอดูแลเอง บุ๋มคงไม่สามารถปล่อยให้ลูกอยู่ท่ามกลางเจ้าหนี้ขนาดนี้ได้ ต้องการให้ลูกเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี พี่ไปเคลียร์เรื่องของพี่เถอะ ส่วนเรื่องที่ขอ 10 ล้าน บุ๋มให้ไม่ได้”
ส่วนกรณีที่พบว่ามีรถปริศนาจอดใกล้ ๆ คาร์แคร์ บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่า ต้องไปถามน้องเจ้าของรถเอง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ไปสนามวิ่ง ยืนยันว่าน้องไม่ใช่ลูกบุญธรรม เพียงแต่สนิทจนในโซเชียลคิดว่าเป็นลูกบุญธรรมอีกคน ซึ่งตนรักน้องเขามาก แต่ไม่เคยคิดว่าจะโดนแบบนี้ และน้องไม่ได้ติดต่อมาเลยตั้งแต่ที่ตนจับได้ว่ามาที่บ้านโดยไม่ได้บอกตน ซึ่งเข้าออกบ้านตนมานานกว่า 10 ปีแล้ว
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ตนไลน์ไปถามน้องว่าทำแบบนี้ทำไม ก่อนที่น้องจะตอบว่าเห็นสามีของตนด่าตนเป็นชั่วโมง และอัดเสียงไว้ พร้อมบอกเพื่อนว่าถ้าตนพูดถึงเขาจะเผยแพร่คลิปเสียง โดยบุ๋ม ปนัดดากล่าวว่า หากอยากปล่อย ปล่อยเลย เพราะตนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าจะทำลายตนขนาดนี้ทำเลย ไม่เคยเหลือความไว้ใจอะไรแล้ว
บุ๋ม ปนัดดา กล่าวต่อว่า ตนแค่ต้องการหย่า อยากอยู่กับลูก จบกันสวย ๆ ต่างคนต่างไปดีกว่า ส่วนการทำงานร่วมกับน้องคนนั้น สามารถทำงานร่วมกันได้เหมือนเดิม ไม่มีอะไรมาทำให้งานตนต้องเสียได้ โดยตนนัดหย่าวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานเขตบางพลัด
ส่วนเรื่องคลิปเสียง ตนรู้ว่าพูดอะไรไป อย่างไรก็ตาม คลิปเสียงดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย พร้อมเผยว่าน้องพยายามทำให้สังคมเห็นว่าตนมีชู้ หากสังเกตการโพสต์ของน้องเขา ตนเชื่อว่าเหตุผลที่น้องทำแบบนี้เพราะตนเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นประธานมูลนิธิ ถ้าเล่นเรื่องนี้ได้จะทำให้ตนเสียชื่อเสียง
บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่า “ความสุขบุ๋มเหลือน้อยมากในชีวิต บุ๋มมีความสุขมากเวลาที่ลงพื้นที่ ได้เจอประชาชน รู้สึกว่าตัวบุ๋มยังมีคุณค่าอยู่ตรงนั้น ขอความสุขให้บุ๋มหน่อยเถอะ อยากขอบคุณทุกข้อความ ทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา บุ๋มยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการในชีวิต ขอทำงานเหมือนเดิม อยู่กับลูกต่อเท่าที่ตนจะทำได้ บุ๋มเจ็บมาเยอะแล้ว”
บุ๋ม ปนัดดา กล่าวต่อว่า มีเรื่องหนึ่งที่ตนอยากขอร้องทุกคน 6 ปีที่แต่งงานกันมา สามีไม่เคยสนใจน้องอันดาเลย แต่จู่ ๆ เขาโทรหาพี่เลี้ยงทั้งบ้านว่าอันดาเรียนที่ไหน อยู่หอพักไหน จากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ก็เกิดเหตุรถชนหน้าบ้านตนเอง พร้อมฝากทุกคนดูแลน้องอันดาด้วย
ด้านทนายความของบุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่า สัญญาซื้อขายดังกล่าวเข้าใจว่าเป็นของผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์อยู่ เป็นที่ ส.ท.ก. หรือที่ดินสิทธิทำกินหรือไม่ ตนไม่ทราบ นิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยใช้สัญญาซื้อขาย โดยอาจเป็นการเจตนาเลี่ยงข้อความ เนื่องจากหากเป็นที่ ส.ท.ก. จะทำประโยชน์อื่นไม่ได้นอกจากอยู่อาศัยและทำกิน
ดังนั้น เมื่อมีการทำนิติกรรมกับผู้มีสิทธิครอบครอง จึงมีการเลี่ยงเรื่องของการซื้อ-ขาย ส่วนชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจว่ากันภายหลัง ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบก่อน เบื้องต้นที่ดินดังกล่าวไม่สามารถซื้อ-ขายได้
ทนายความของบุ๋ม ปนัดดา ย้ำว่า กฎหมายการซื้อ-ขาย ผู้ที่เป็นสามี-ภรรยา ตามกฎหมายไม่ได้บังคับเซ็นยินยอม ดังนั้น การเป็นสามี-ภรรยา ไม่ใช่ว่าต้องรู้ทุกเรื่องของกันและกัน
ส่วนกรณีการฟ้องชู้ ทนายระบุว่า แน่นอนว่าฟ้องได้ แต่ต้องมีหลักฐาน ซึ่งตนเชื่อว่า บุ๋ม ปนัดดา มีหลักฐาน