ผนึกกำลังทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจ้าหน้าที่ผนึกกำลังหลายหน่วยงาน ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ออกหมายจับผู้ต้องหา 7 ราย อายัดทรัพย์กว่า 26,000 ล้านบาท รวมหุ้น BCP , VGI , MFC มูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท ก.ล.ต.ย้ำไม่กระทบการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์( ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังรวม 90 นาย เปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยยึดอายัดหุ้นและทรัพย์สินจนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 26,000 ล้านบาท

เบน สมิธ Fb/ตำรวจสอบสวนกลาง
ผนึกกำลังทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการสืบสวนขยายผลการฉ้อโกงนักธุรกิจชาวลาว และคดีเครือข่ายสแกมเมอร์ ก่อนพบว่าเงินผิดกฎหมายถูกนำมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ต่อมาพบว่า มีการนำเงินยักย้ายถ่ายเทเข้าบัญชีกลุ่มผู้ต้องหาและธนาคารในกัมพูชา โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านนำเงินเข้ากองทุนในสิงคโปร์ ก่อนนำกลับมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

จากการสืบสวนขยายผลพบการกระทำเข้าข่ายความผิดกฎหมายฟอกเงินในกลุ่มผู้ต้องหารวม 7 ราย พบพฤติการณ์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือ นายเบน อายุ 48 ปี เป็นผู้วางแผนหลัก ทำหน้าที่วางแผนจัดการการลงทุนเงินที่ได้มาจากการฟอกเงิน

กลุ่มที่ 2 คือ นายยิม อายุ 40 ปี ผู้ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน และนายยูจีน อายุ 48 ปี ผู้บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ ทั้ง 2 คนทำหน้าที่จัดหาแหล่งเงินทุนโดยเฉพาะ ซึ่งนายยิมยังมีความผิดมูลฐานสแกมเมอร์ด้วย

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มรับผลประโยชน์แบบแฝง คือ นางสาวแคทรียา อายุ 40 ปี และ นางสาวสุภารัตน์ อายุ 45 ปี

กลุ่มที่ 4 คือ นายไคปิง อายุ 42 ปี และ นายณัฐกร อายุ 40 ปี ทำหน้าที่ผู้ประสานงานกองทุน คัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เบน สมิธ Fb/ตำรวจสอบสวนกลาง
ผนึกกำลังทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับ 6 รายหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วน นายณัฐกร ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่และให้การภาคเสธ แต่ยอมรับในข้อเท็จจริงบางส่วน ในเรื่องของการเข้าไปบริหารและเข้าไปเป็นกรรมการ เบื้องต้นจะมีการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่ยึดมาต่อไป

โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหา รวม 4 ข้อ คือ กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางเงินของเครือข่ายได้ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้นและกองทุนคริปโต 6 แฟ้ม และอุปกรณ์เก็บคริปโตชนิด Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง นอกจากนี้ยังยึดโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน ซึ่งจะนำไปตรวจพิสูจน์เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและทรัพย์สินที่ยังซุกซ่อนอยู่ต่อไป รวม 6 รายการ

เบน สมิธ Fb/ตำรวจสอบสวนกลาง
ผนึกกำลังทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท

ตำรวจเปิดเผยด้วยว่า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนชุดเดิม ใช้วิธีเดิม เพื่อปกปิดที่มาของเงินและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยไม่รายงานการได้มาและไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ

ด้านทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน ส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินรวมหุ้นไทย มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย

เบน สมิธ Fb/ตำรวจสอบสวนกลาง
ผนึกกำลังทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก ยึดทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท

นายกมลศิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ในส่วนการยึดอายัดทรัพย์ ดำเนินการตามความผิดมูลฐานฉ้อโกงประชาชน นอกจากอสังหาริมทรัพย์และบัญชีเงินฝาก ยังได้ยึดอายัดหุ้นเฉพาะในส่วนของผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในตลาด 3 ตัว ประกอบด้วย BCP , VGI , MFC ซึ่งได้ดำเนินการยึดอายัดมาตั้งแต่ต้นปี 2569

ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ กลต. กล่าวย้ำว่า การยึดอายัดหุ้นไทยเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดเท่านั้น ขอย้ำว่า บริษัทที่จดทะเบียนไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง การซื้อขายของหุ้นยังเป็นปกติ คนถือครองหุ้นยังสามารถซื้อขายได้เป็นปกติ

ในส่วนของ ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบกับพยานหลักฐาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินข้ามประเทศ วิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นตามทะเบียน โดย ก.ล.ต.ได้ส่งความเห็นในส่วนของการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ไปยัง บก.ปอศ. โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.กรณีการร่วมกันเข้าครอบงำกิจการ ผู้ลงทุน 3 รายที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (private placement) ของ VGI มีแหล่งเงินทุนร่วมกันและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำการร่วมกัน (acting in concert)

2.กรณีการรายงานไม่ถูกต้องและเป็นเท็จและการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในชั้นนี้ พิจารณาได้ว่า เมื่อนับรวมหุ้นทั้งหมดที่กลุ่มผู้ลงทุนทั้ง 3 รายแล้ว เข้าข่ายถือหุ้นเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI

อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (tender offer) และรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ พฤติการณ์นี้เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 รวมทั้งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ด้วย

โดย บก.ปอศ. ได้แจ้งข้อหา ได้แก่ การรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 ไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ และการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามมาตรา 247 รวมทั้งมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน บก.ปอศ.  นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบบทบาทของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย

การบูรณาการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ บก.ปอศ. เป็นผู้ดำเนินคดีอาญา และ ก.ล.ต. สนับสนุนข้อมูล พยานหลักฐาน และการร่วมให้ความเห็นในส่วนของการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แนวทางนี้ทำให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเครือข่ายได้ครบถ้วนในกระบวนการเดียว ครอบคลุมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และใช้อำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้อย่างเต็มที่

หน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และหน้าที่ทำคำเสนอซื้อ เป็นกลไกสำคัญที่คุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย กลไกนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยรู้ว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง และได้รับโอกาสขายหุ้นอย่างเป็นธรรมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุม การใช้บุคคลใดหรือกองทุนถือหุ้นแทนโดยมีเจตนาอำพรางเจ้าของที่แท้จริงจึงกระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนโดยตรง ก.ล.ต. จะดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการใช้โครงสร้างลักษณะนี้อีก และจะร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้กระทำผิดไม่อาจหลบเลี่ยงกฎหมายได้ แม้จะใช้โครงสร้างข้ามพรมแดน

ซึ่งการดำเนินคดีเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการตามกฎหมาย ผู้ต้องหายังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ต้องหายังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ