ภาพนางสงกรานต์ตามจินตนาการของชาวเน็ตที่ดัดแปลงให้เข้ากับสถานการณ์โควิด-19 โดยให้ชื่อว่า “โคโรนาเทวี” พระพักตร์สวมหน้ากากอนามัย พระหัตถ์ถือปรอทวัดไข้และเจลแอลกอฮอล์ ทรงหลังค้างคาว ซึ่งบางความคิดเห็นก็บอกว่าเสด็จมาจากเมืองอู่ฮั่น ภาพนี้ถูกแชร์เป็นกระแสก่อนที่ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวังจะประกาศชื่อนางสงกรานต์ปีนี้ว่า “โคราคะเทวี” พระหัตถ์ขวาทรงธนูหรือไม้เท้า พระหัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ เสด็จไสยาสน์ลืมเนตร มาเหนือหลังพยัคฆ์ (นอนลืมตามาบนหลังเสือ)
ที่มาของชื่อนางสงกรานต์ปีนี้ น.ส.ทัศชล เทพกำปนาท ที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เล่าว่า เป็นความบังเอิญที่วันมหาสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันเข้าสู่ปีใหม่ที่ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 13 เมษายนพอดี ตามความเชื่อจึงเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์ที่ชื่อ “โคราคะเทวี” ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “โคโรนาไวรัส” แต่อย่างใด
โดยตำนาน “นางสงกรานต์” นี้ น.ส.ทัศชล ให้ข้อมูลว่าที่จริงแล้วเป็นกุศโลบายของคนโบราณที่ต้องการบอกวัน-เวลา ของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่ จึงบอกเป็นเรื่องเล่าให้คนจำง่าย ผ่านตัวละครนางสงกรานต์ทั้ง 7 แทนวันในสัปดาห์ซึ่งจะเสด็จด้วยอากัปกิริยา 4 ท่า คือ นั่ง ยืน นอนลืมตา และนอนหลับตา แทนช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ย้ายราศี อย่างเช่นปีนี้ที่เป็นนางโคราคะเทวี เสด็จด้วยท่านอนลืมตามาบนหลังเสือ หมายความว่าดวงอาทิตย์จะย้ายราศีในวันจันทร์ ช่วงเย็นถึงก่อนเที่ยงคืน
ด้าน นายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ บอกว่า วันมหาสงกรานต์ถือเป็นวันสำคัญทางโหราศาสตร์ เพราะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ครบ 360 องศา และเคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษซึ่งเป็นการเริ่มต้นจักรราศี จึงเป็นวันที่พระอาทิตย์มีอิทธิพลสูงสุด
กรณีนางสงกรานต์ปีนี้เสด็จด้วยท่านอนลืมตา นายภิญโญ ทำนายว่า หมายถึงความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนที่หูทัดดอกปีบซึ่งมีสรรพคุณทางยา ทำให้เชื่อว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมไปจนถึงมิถุนายน ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บในประเทศจะทุเลาลง แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ที่ต้องระมัดระวัง
สำหรับการผูกความเชื่อเรื่องนางสงกรานต์กับโหราศาสตร์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม อธิบายว่า คนไทยชอบเรื่องการทำนายทายทักอยู่แล้ว และความเชื่อบางอย่างหากไม่ทำร้ายใครก็ไม่เสียหาย ขึ้นอยู่กับเป็นวิจารณญานของแต่ละบุคคล