ชั้นวางของโล่ง ๆ ที่เห็นนี้ 3 สัปดาห์ เต็มไปด้วยสินค้า เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไข่ไก่ น้ำดื่ม ที่แม่ค้าคนนี้ใช้เงินซื้อมาไว้เพื่อจำหน่ายในชุมชน
แต่วันนี้ แทบไม่มีของวาง ไม่ใช่เพราะขายดี จนสินค้าหมด แต่ข้าวของในร้าน เธอต้องนำมาปรุงอาหารและใช้สอยในครอบครัวไปจนหมด โดยไม่มีลูกค้ามาซื้อของระหว่างโควิด-19 ระบาด เพราะไม่มีใครออกจากบ้าน ทำให้ครอบครัวนี้ขายรายได้ และไม่มีเงินไปซื้อของมาขายอีก จึงเป็นต้นเหตุให้สามีของเธอตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอ
เพราะก่อนหน้านี้เคยขายได้วันละ 300-500 บาท เมื่อไม่มีรายได้เข้ามา ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟและค่าผ่อนบ้าน จนสามีบ่นว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว และเคยพยายามฆ่าตัวตายแล้ว 2-3 ครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ไม่คิดว่าจะทำจริง ๆ
แม่ค้าคนนี้บอกว่า หลังสามีออกจากโรงพยาบาล ก็จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะกสมองขาดออกซิเจนนานกว่า 5 นาที ทำให้ความจำบางส่วนหายไป ลุกนั่งเองไม่ได้ ต้องคอยพยุงและใช้ไม้เท้าช่วยเดิน แต่เชื่อว่าอาการจะดีขึ้น
ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต เผยว่า มีวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตายได้ ที่มีผลมากที่สุดคือคนในครอบครัว ที่ต้องพูดคุยอย่างสม่ำเสมอและติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน แนวทางคือพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยและให้คำปรึกษา
สำหรับสถิติคนฆ่าตัวตายของไทยพบว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 6-6.4 ราย ต่อ 1 แสนประชากร ต่อ ปี และช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขอาจจะไม่สูงขึ้นในทันที แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งตัวเลขจะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น และเป็นตัวเลขคล้ายกันทั่วโลก
แม่ค้าตุ๊กตา คิดฆ่าตัวตาย เอาเงินทำศพมาจุนเจือครอบครัว หลังชวดเงินเยียวยา