“ในช่วงแรกๆ ของโรคนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงไปที่สหรัฐฯ ขนาดนั้น แต่ไล่ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์ ยอดขายเริ่มลดลงจากช่วงที่เริ่มมียอดผู้ติดเชื้อในช่วงนั้น ตอนนี้ก็คือขายไม่ได้เลย 0%” ภวัต เสเกกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บีเจ ออร์คิด (ประเทศไทย) จำกัด
“พยายามยื้อสายป่านให้ยาวที่สุด ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเท่าที่เราทำได้ และพยายามหมุนสภาพคล่องการเงินให้ให้ดีที่สุด เพราะทุกคนมีคำถามเดียวกันว่าเหตุการณ์นี้จะจบที่เมื่อไหร่ แต่เราไม่รู้เราต้องยื้อตัวเองต่อไป” ธัญญานันท์ สมพร Quality Flower Orchid Exporter
“คือต้องบอกตรงๆ ว่า มันไม่ได้ค่อยๆ ลด มันลดจาก ตอนนั้นพอจีนหายไปแล้ว มันลดจาก 80-90% เหลือศูนย์ทันที เราก็ชะงักไปพักหนึ่งว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไรดี” มาโนชญ์ บวรวิวรรธน์ บริษัทกล้วยไม้ไทย จำกัด
3 เสียงจากผู้ประกอบการส่งออกกล้วยไม้สะท้อนให้ฟัง...
พิษโควิด-19 แรง! ทั่วโลกอาจมีคนว่างงานเพิ่ม 25 ล้านคน!
ภวัต เสเกกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บีเจ ออร์คิด (ประเทศไทย) จำกัด เน้นส่งออกตลาดหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดเมื่อความรุนแรงของการแพร่ระบาด โควิด-19 มากที่สุดในโลกมาเป็นสหรัฐฯ เขายอมรับว่าในช่วงแรกของการแพร่ระบาด ทางบริษัทฯยังไม่ได้มีการเตรียมตัวรองรับผลกระทบ จนกระทั่งประกาศปิดประเทศในวันที่ 16 มีนาคม ทุกอย่างสะดุดลง แผนงานที่เตรียมมาทั้งหมด มันไปต่อไม่ได้ยอดขายทั้งปีจาก 100% เหลือ 0% ทั้งที่ในช่วงนี้ถือเป็นช่วง ไฮซีซั่นของการส่งออกกล้วยไม้ และกล้วยไม้ไทยได้รับความนิยมเพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมของคนอเมริกันและไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ส่งออกไปได้
โอเอซีสซีเวิลล์ สู้ โควิด-19 ประกาศขายสวนทำอาหารตามสั่ง หารายได้ดูแลปลาโลมา
“ เริ่มกลางเมษายนถึงมิถุนายน เดือนหนึ่ง 40-50 ตันต่อเดือน เป็นช่วงไฮซีซั่นของบริษัทฯ เพราะฉะนั้นช่วงนี้มันต้องวางแผนคน เตรียมคน ฝึกพนักงาน จ้างพนักงานเพิ่มเพื่อรองรับงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าสหรัฐจะได้รับผลกระทบ และเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อปเยอะที่สุดในโลก”
“ร้านชาบู บุฟเฟ่ต์” ปรับตัวสู้วิกฤต โควิด-19
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการ “พยุงธุรกิจให้ดีที่สุดและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้”
บริษัท บีเจ ออร์คิด (ประเทศไทย) จำกัด มีพนักงานที่ได้รับผลกระทบประมาณ 120 คน ซึ่งเขาและครอบครัวยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งรายใดไว้ข้างหลังและใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ ดูแลให้ดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้จะไปสิ้นสุดลงเมื่อใด และจะสามารถพยุงได้อีกนานแค่ไหน เขายอมรับว่า “มันค่อนข้างหนักและรุนแรงมากจริงๆ”
ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มคนที่น่าเห็นใจมากที่สุดคือ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ ซึ่งเป็นพาทเนอร์กับบริษัทฯ รวมแล้วประมาณ 1,200-1,500 ไร่ ได้รับผลกระทบมากที่สุด
“ เกษตรกรต้นน้ำ เพราะเขาคือผู้แบกรับต้นทุกทุกอย่าง ในการผลิตดอกกล้วยไม้ เพื่อให้เราแปรรูปไปส่งไปยังลูกค้าปลายทาง เกษตรกรเหล่านี้บางคนคนไม่ได้มีทุน กำลังทรัพย์สำรองเพียงพอกับการรับมือกับสถานการณ์โรคร้ายในปัจจุบัน”
สำหรับยอดขายที่ลดลง ภวัต บอกว่า จากเดิมตลาดสหรัฐฯสามารถส่งออกกล้วยไม้จะทำเงินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท แต่ปีนี้รายได้ในตลาดนี้คือ 0 ส่งเดียวที่ทำได้คือภาวนาให้โรค โควิด-19 นี้จบให้เร็ว เพื่อให้กำลังซื้อกลับมาเพราะเขายังเชื่อมันในเอกลักษณ์ของสินค้าที่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาแต่คาดว่าปี 2564 ก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และสถาการณ์ครั้งนี้คือ บทเรียนสำคัญ
“ บทเรียนนี้เป็นบทเรียนใหม่และไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ถ้ามองในแง่ดีมันให้เราระวังตัวมากขึ้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งเราเคยเชื่อเคยคิดไว้สุดท้ายแล้วเราต้องดำเนินกิจการทำธุรกิจอย่างมีสติและระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต ”
สิ่งที่ภวัตเจอไม่ต่างจาก ธัญญานันท์ สมพร Quality Flower Orchid Exporter ที่ออเดอร์ตลาดอินเดีย คือ “หยุดไปเลย” ขณะที่การดูแลสวนกล้วยไม้จะยังคงต้องเดินหน้าต่อไปตลอดทั้งปี ทำให้ทุกเดือนเธอต้องแบกรับต้นทุนเดือน 1,500,000 บาท กับการดูแลสวนกล้วยไม้ 200 ไร่ รวมถึงพนักงาน เป็นต้นทุนที่ลดไม่ได้ ขณะที่ราคากล้วยไม้ร่วงลงไปเหลือ 50 สต. ต่อ 1 ช่อ จากเดิมในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นช่วงที่ราคากล้วยไม้พุ่งไปถึง 8-9 บาทต่อช่อ ที่สำคัญหากมีต้นไหนออกดอกสิ่งที่ทำได้คือ “ตัดทิ้งเป็นแสนช่อ”
“บริษัทฯ เริ่มปลูกปีที่แล้ว มีแผนจะเก็บเกี่ยวปีนี้เยอะมากๆ แต่พอมาวิกฤตแบบนี้ก็ต้องตัดทิ้งเดือนที่แล้วตัดทิ้งไปกว่า 100,000 ช่อ ทั้งที่ช่วงนี้ปกติคือช่วงเก็บกำไรเยอะมากเพราะช่วงหน้าแล้ง ราคากล้วยไม้จะขึ้นสูงเพราะมีจำนวนผลิตออกมาน้อยแต่ราคาตอนนี้เหลือ 50 สต.ต่อช่อ แต่ราคาน่าจะไปถึง 8-9 บาทต่อช่อ”
ตลาดที่กระทบหนักที่สุดคือ “อินเดีย” รองลงมาเป็นเวียดนามและญี่ปุ่นที่ยังพอมีออเดอร์เข้ามาบ้างแต่ก็ลดลง 90%
“ เวียดนามลดลง 80% จากเดิมส่งได้ 200,000 ช่อ ต่อหนึ่งอาทิตย์ ตอนนี้เหลือแค่ 30,000 ช่อ อินเดียหยุดไปเลย ญี่ปุ่น พยายามจะช่วยเรานำเข้าเข้าไปเหมือนกัน ญี่ปุ่นลดลง 90% จากเดิมยอดขายปีละเป็นร้อยล้าน ตอนนี้ต่อเดือนแสนบาท”
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือพยายามยื้อสายป่านในได้ยาวที่สุด ลดต้นทุนและหมุนสภาพการเงินให้ดีที่สุด บนคำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบว่า “สถานการณ์นี้จะจบลงเมื่อไหร่” แต่อีกด้านหนึ่ง ธัญญานันท์ ต้องเตรียมแผนสำหรับอนาคต เธอเชื่อว่าหลังจากนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป พฤติกรรมผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน
“ตอนนี้ทุกคนคือวางแผนป้องกันความเสี่ยงในอนาคต วางแผนผลักดันธุรกิจตัวเองในอนาคต ไม่ให้ถอยหลังและให้เติบโตให้ได้ในอนาคต เราต้องมีแผนสำรองเสมอ โลกหลังจากวิกฤตนี้ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน ทุกคนต้องปรับสภาพ อย่างสภาพผู้บริโภคหันไปใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เราก็ต้องพยายามผลักดันกล้วยไม้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น กล้วยไม้เป็นสินค้าของไทยที่มีความสำคัญและสร้างรายได้ให้ประเทศไทย”
ขณะที่ มาโนชญ์ บวรวิวรรธน์ บริษัทกล้วยไม้ไทย จำกัด เจอยกเลิกคำสั่งซื้อทันที 20,000 ช่อ มูลค่าหลักแสนบาท ที่ประเทศคู่ค้าฝั่งยุโรปและออสเตรเลีย สั่ง ล็อกดาวน์ เพราะถึงส่งออกไปเขาก็ไม่สามารถเปิดร้านขายได้ ซึ่งเป็นลูกโซ่มาจากตลาดจีนที่หยุดออเดอรืไปก่อนหน้านี้ ทำให้ในช่วงแรกเขาตั้งตัวไม่ทันเช่นกัน
“ คือต้องบอกตรงๆ ว่า มันไม่ได้ค่อยๆ ลด มันลดจาก ตอนนั้นพอจีนหายไปแล้ว มันลดจาก 80-90% เหลือศูนย์ทันที เราก็ชะงักไปพักหนึ่งว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไรดี ” เพราะยังมีลูกสวนเกษตรกรที่เป็นของตัวเอง 300 ไร่ และ ลูกสวนพาทเนอร์ร่วมๆ พันไร่ ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ในช่วงเวลาปกติ มาโนชญ์ บอกว่า ช่วง 4 เดือนนี้ ( พฤษภาคม ถึง มิถุนายน) เป็นช่วง Peak Time ของรายได้ ที่สามารถเลี้ยงอีก 8 เดือนที่เหลือของปีได้ แต่สำหรับปีนี้ไม่ใช่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ “ภาวนา” และดูแลต้นกล้วยไม้ในสวนเพื่อวันหนึ่งสถานการณ์กลับมาปกติแล้วธุรกิจก็จะสามารถเดินต่อได้เลย
“ โดยทุกปีแล้วในส่วนของการส่งออกช่วง 4 เดือนนี้ช่วง Peak Time สวนเองสามารถตัดออกได้ทุกวัน ปีนี้ เราพยายามลดต้นทุนเพื่อประคองให้ได้เยอะที่สุดหวังว่าเหตุการณ์จะกลับมาดีขึ้นในเร็ววัน ”
เสียงสะท้อนจาก 3 ผู้ประกอบการที่เป็นหนึ่งในฟันเฟื่องการขับเคลื่อนการส่งออกของไทยและกำลังเผชิญกับวิกฤต โควิด-19 เช่นกัน