ศบค. แจง คลายล็อกระยะ2 เสี่ยงแต่ควบคุมได้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สมช.ยัน ผ่อนคลายระยะ 2 เป็นความเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ รับข้อเสนอเลื่อนเคอร์ฟิว 23.00-03.00 น.ไปพิจารณา

ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์ของโรคไวรัสโคโรน่า(ศบค.) พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) แถลงรายละเอียดมาตรการคลายล็อกระยะ 2 ว่า ก่อนที่เราจะอนุมัติให้ผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมในเฟส 2 นั้น เราได้มีการประเมินแล้วว่า ในเฟส เราทำไว้ได้ค่อนข้างดี เห็นได้จากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงตามลำดับ รวมถึงประชาชนที่ให้ความร่วมมืออย่างดีมาก

ทั้งนี้การผ่อนคลายในระยะที่ 2 นั้นเป็นกิจการและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่เป็นความเสี่ยงที่เราใคร่ครวญแล้วว่า ต่อให้มีความเสี่ยงแต่ยังอยู่ในความสามารถที่เราควบคุมได้ แต่ถ้าหากพบว่ากิจการหรือกิจกรรมใดทำให้เกิดการแพร่เชื้อ ก็จะต้องมีการไปสำรวจ รวมถึงอาจจะปิดเป็นจุดๆ ซึ่งตรงนี้สามารถปิดได้หรือเพิ่มมาตรการได้

ส่วนการเดินทางเดินทางข้ามจังหวัดนั้น 3 มาตรการหลักคือ 1.การเดินทางเข้าราชอาณาจักรไม่ว่าจะทางบก ทางน้ำ และทางอากาศนั้น ยังเข้มข้นเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อจากการเข้าประเทศ 2.การปรับระยะเวลาการเคอร์ฟิว และ3.การชะลอการเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดนั้นยังคงอยู่ แต่ไม่ถึงกับห้ามเด็ดขาด เพียงแต่เป็นการเชิญชวนให้อยู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ขอให้มีความจำเป็นจริงๆ และเมื่อเดินทางไปถึงจังหวัดนั้นก็ต้องปฏิบัติตามที่จังหวัดนั้นกำหนดด้วยสำหรับข้อเสนอให้ปรับเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00 - 03.00 น.นั้น ขอรับไว้พิจารณาในระยะต่อไป

เปิดรายละเอียด คลายล็อกระยะ 2 “ห้าง-ตลาดใหญ่-โรงยิม-ศูนย์ประชุม”

ส่วนข้อสงสัยเรื่องสถานเสริมความงามที่ให้เปิดได้แต่ยังไม่รวมถึงการทำที่เกี่ยวกับใบหน้านั้น เนื่องจากเรายอมเสี่ยงในบางเรื่องเพื่อชดเชยความสะดวกสบายของประชาชน และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจบางตัว แต่ยังจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวด ซึ่งการเสริมความงานนั้นเราก็ยอม แต่ไม่ใช่ในเรื่องของใบหน้า เพราะยังถือว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากดวงตาได้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่เราขอให้มีการล้างมือบ่อยๆ และอย่าจับใบหน้า รวมถึงการจำกัดเวลาต่อกิจกรรมนั้นๆ ให้ใช้เวลาให้น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ตนจะขอรับไว้พิจารณาในการผ่อนคลายในเฟส 3 ซึ่งถ้าหากหมออนุญาต ตนก็ไม่มีปัญหา

ส่วนกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่า มีร้านค้า ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่มีระบบการป้องกันหรือเว้นระยะห่างตามที่รัฐบาลกำหนดนั้น จะต้องขอชื่อร้านค้าดังกล่าวไว้ เพราะเรามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ของจังหวัดที่มีการแต่งตั้งขึ้น แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่ทั่วถึง เพราะเจ้าหน้าที่ของเรามีจำนวนจำกัด

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือและขอให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดด้วย ซึ่งถ้าหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความบกพร่อง ในครั้งแรกก็จะมีการตักเตือน แต่ถ้าหากยังไม่มีการปรับปรุงก็จะเป็นการปิดเป็นจุดๆ แต่ถ้าหากพบการบ่งชี้ว่าทำให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ก็จำเป็นที่จะต้องปิด ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการผ่อนปรนนั้น เราคำนึงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศ ซึ่งได้มีการนำไปเทียบเคียงกับต่างประเทศที่มีการผ่อนคลายแล้วเกิดปัญหาตามมาด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ศบค.เตรียมเปิดตัว แอปฯ "ไทยชนะ" สแกนเช็กอิน-เช็กเอาท์

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ