นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มคนอ้างเป็นคนจัดอีเวนต์ของกระทรวงสาธารณสุข เข้าไปประสานผู้ประกอบการโรงแรมว่าสามารถช่วยเหลือให้ผ่านการประเมินเป็นสถานที่กักกันของรัฐ สำหรับผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ โดยมีการหักค่าหัวคิว 40% ว่าหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ขอให้นำหลักฐานมาร้องเรียนได้ ซึ่งเชื่อว่าโรงแรมมีกล้องวงจรปิด และน่าจะเก็บข้อมูลไว้อยู่อย่างน้อย 30 วัน
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นไปไม่ได้ที่คนกระทรวงสาธารณสุขจะทำเรื่องแบบนี้ เพราะเราถูกฝึกมาให้รักษาคนไข้ เพราะฉะนั้นหากคนพูดพูดไม่จริงไม่มีหลักฐาน กระทรวงสาธารณสุขก็จะฟ้องกลับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เชื่อ จะตรวจสอบ หากมีคนทำเรื่องแบบนี้จริงก็จะเอาผิดให้ถึงที่สุดเช่นเดียวกัน
โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ถึงกรณีที่มีข่าวมีการแอบอ้างหักหัวคิวโรงแรมที่ใช้เป็นสถานที่กักตัวคนไทยที่กลับจากต่างประเทศ หรือ State Quarantine ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ โดย พลโทคงชีพเปิดเผยข้อมูลด้วยว่าได้พูดคุยกับนายกสมาคมธุรกิจโรงแรมภาคตะวันออกแล้ว พบว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทยอยให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ และต้องไปดูข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่
พลโท คงชีพ เปิดเผยด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งดำเนินการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องพร้อมกับย้ำว่า การดำเนินการสถานที่กักตัวคนไทยนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเอกชนได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะจุดประสงค์หลัก คือการนำคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศได้กลับบ้านเพื่อมาดูแล โดยคนไทยเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่ต้องกักตัวเพื่อเฝ้าระวัง ซึ่งรัฐบาลและกองทัพได้ดูแลทุกคนเหมือนครอบครัว
ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี ออกมาเปิดเผยว่าเรื่องถูกเรียกเก็บค่าหัวคิว ร้อยละ 30-40 จากเงินที่รัฐบาลจ่าย 1,000 บาท ต่อวัน ต่อคนนั้น เป็นเรื่องใหญ่ ที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ โดยเรียกร้องให้ตั้งกรรมการพิเศษเพื่อสอบสวนเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ด้านนายศรีสุวรรณระบุว่า คณะกรรมการพิเศษดังกล่าวอาจจะต้องไต่สวน สอบสวนเชื่อมโยงต่อไปด้วยว่า การที่รัฐบาลไม่ยอมที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีการต่ออายุครั้งแล้วครั้งเล่านั้น มีผลต่อการเอื้อประโยชน์ต่อกรณีดังกล่าวด้วยหรือไม่ เพราะคาดว่าจะมีคนไทยเดินทางกลับมาจากต่างประเทศอีกจำนวนมากกว่า 7-8 หมื่นคน ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์อย่างมหาศาลเลยทีเดียวถ้าเรื่องนี้ไม่แดงขึ้นมาเสียก่อน