เป็นการอภิปรายในนามพรรคร่วมรัฐบาล เป็นครั้งแรกของ พรรคเศรษฐกิจใหม่ โดย นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายแนะให้รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ ช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs และวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งฐานรากในเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทันทีที่พรรคเศรษฐกิจใหม่อภิรายจบ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ก็ตอบข้อซักถามในประเด็นดังกล่าวทันที โดยยืนยันว่าจะให้กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่มีประสบการณ์เข้าถึงแหล่งทุน ได้เข้าถึงแหล่งทุนก่อนเป็นลำดับแรก
ฝ่ายค้าน ขู่ "ไม่เห็นชอบ" หากไม่ตั้งกมธ.ติดตามการใช้เงิน
ขณะที่ภาพรวมการอภิปรายวันที่สอง นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล แสดงความกังวลแผนงานเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ได้รับผลกระทบจากสถานโควิด-19 วงเงิน 555,000 ล้านบาท เป็นหลัก เพราะใช้เงินมากที่สุด และอาจกระจายเม็ดเงินไปไม่ทั่วถึง เช่นเงินเยียยา 5,000 บาท ที่มีปัญหาตั้งแต่การลงทะเบียน การตรวจสอบสิทธิ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนายจิรวัฒน์อ้างว่า ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบฆ่าตัวตายจำนวนมาก
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ซึงเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อภิปรายว่า ปัญหาการลงทะเบียนช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลไม่มีระบบฐานข้อมูลที่เรียกว่าบิ๊กดาต้า ที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลถึงแผนงานฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท คล้ายกับฝ่ายค้าน เพราะเห็นว่า การคัดกรองแผนงานโครงการต่าง ๆอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมแนะนำให้รัฐบาลมีกฎเหล็ก 3 ข้อ ที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไว้ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 และรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการใช้เงินจำนวนนี้ เพราะกระสุนหรือเงินมีจำกัด จึงต้องระมัดระวัง ไม่ยิงพลาดเป้า
ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงข้อกังวลของฝ่ายค้านว่า การจะช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม ก็ต้องคำนึงถึงกฎหมายก่อน เพราะหากช่วยเหลือทั้งหมดตามข้อสังเกตของ ส.ส. ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และต้องหาเงินจากไหน ส่วนความลำบากของคนไทยในเวลานี้ รับทราบ และกังวลใจไม่น้อยไปกว่ากัน และไม่อยากให้มองว่ารัฐบาลกำลังสร้างหนี้ให้กับประชาชน และหากประชาชนเป็นหนี้ นายกรัฐมนตรีซึ่งก็เป็นประชาชนก็เป็นหนี้
นายกฯแจงกู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย ฟื้นฟู ศก.-เยียวยาประชาชน
พล.อ.ประยุทธ์ ยังระบุว่า การจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน มีเป้าหมายเพื่อใช้ดำรงชีพ ไม่ใช่เอาไปผ่อนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรือไปใช้หนี้ พร้อมแนะนำว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ทำได้ คือการเข้าคลินิกแก้หนี้ ที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้ว
ส่วนเงื่อนไขของพรรคฝ่ายค้าน ที่เรียกร้องให้ รัฐบาล สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาติดตามตรวจสอบ พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ มีรายงานว่า ยังอยู่ระหว่างขอเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มาช่วยสนับสนุน
ขณะที่ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปรัฐบาล กังวลว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญอาจจะไม่เกิดขึ้น หลังนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยออกมาเมื่อวานนี้ และหากสภาฯ ไม่ตั้ง ก็จะเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงินกู้ ร่วมกับภาคประชาชนแทน.