วันนี้ศูนย์วัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ในลิงเป็นเข็มที่ 2 หลังฉีดเข็มแรกไปเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา การฉีดวัคซีนในครั้งนี้ใช้ลิง 13 ตัวในการทดลองและฉีดในระดับโดสที่เหมือนกับครั้งที่ 1 ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มลิงเป็น 3 กลุ่ม
ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ได้รับวัคซีนโดสสูง กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ได้รับวัคซีนโดสต่ำ และกลุ่มที่ 3 กลุ่มควบคุม มีการฉีดวัคซีนตัวหลอกเข้าไปแทน
ซึ่งผลจากการฉีดวัคซีนครั้งที่ 1 พบว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนโดสสูง มีทั้งหมด 5 ตัว ในจำนวนนี้พบ 4 ตัว ร่างกายของลิงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันยับยั้งเชื้อได้
กลุ่มที่รับวัคซีนโดสต่ำ ฉีดไป 5 ตัว พบร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ 3 ตัว และกลุ่มควบคุม กลุ่มนี้ไม่ได้รับวัคซีนโควิด ทั้ง 3 ตัว ตรวจไม่พบภูมิคุ้มกัน
การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันนี้ ศ.ดร.สุจินดา มาลัยวิจิตรนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ลิง 3 กลุ่ม จะได้รับการฉีดวัคซีนในระดับโดสเท่าเดิม กลุ่มโดสสูง ก็จะฉีดวัคซีนโดสสูงในครั้งนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มโดสต่ำ ก็จะฉีดโดสต่ำ ส่วนกลุ่มควบคุม ก็จะมีการฉีดวัคซีนหลอกเช่นเดิม
เมื่อฉีดไปแล้ว ครบ 15 วัน จะเจาะเลือดและส่งให้นักวิจัยตรวจวัดการกระตุ้นภูมิ ถัดจากนั้นอีก 15 วัน ถึงจะตอบได้ว่าผลการตอบสนองเรื่องการกระตุ้นภูมิในลิงเป็นอย่างไรบ้าง
หากได้ผลดี จะมีการฉีดวัคซีนในลิงเข็มที่ 3 วันที่ 22 กรกฏาคมที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะทดลองในมนุษย์ 5,000 คน ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จตามแผนงาน จะทดสอบในมนุษย์ได้ประมาณเดือนตุลาคมนี้
ซึ่งเชื่อมั่นว่า ผลการฉีดในลิงทั้ง 3 ครั้ง จะบ่งบอกได้ว่า กระตุ้นภูมิได้หรือไม่ เพราะลิงมีลักษณะใกล้เคียงกับคน และมีการติดเชื้อโควิด-19 ได้เหมือนคน
นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เผยว่า เกณฑ์ในการประเมินผลการทดลอง มี 2 สิ่งที่สำคัญคือ ความปลอดภัยหลังได้รับวัคซีน ไม่มีปฏิกิริยา หรือผลข้างเคียง และ สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ และมีระดับภูมิคุ้มกันในระดับสูง
ส่วนผลทดสอบวัคซีนในลิงทั้ง 3 กลุ่ม ครั้งแรก ไม่พบอาการแพ้ในบริเวณที่ฉีด ยกเว้นลิงกลุ่มควบคุม 1 ตัว ที่มีอาการแพ้เกิดผื่นแดงเพียงเล็กน้อย 1 วัน หลังจากนั้นวันที่ 3 ไม่มีอาการระคายเคือง ผลการทดลองฉีดวันซีนในทุกระบบการทำงานทั้งต่อระบบสมองและประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไม่พบความผิดปกติในการทำงานของทุกระบบ แสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีความปลอดภัย