คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน(กมธ.กฎหมายฯ) มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเป็นประธาน ประชุมวาระพิเศษเชิญตำรวจชุดคลี่คลายคดี “น้องชมพู่” เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ชาวบ้านกกกอก ตำบลกกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ที่เสียชีวิตอย่างปริศนา พบศพหลังหายตัวจากบ้านพัก ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่จนขณะนี้คดียังไม่คลี่คลาย เข้าชี้แจงในประเด็นต่างๆ รวมถึงประเด็นที่ว่า การสืบสวนสอบสวนคดีนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ โดยการเก็บดีเอ็นเอประชาชนจำนวนมากมีความจำเป็นหรือได้รับการยินยอมจากประชาชนหรือไม่
นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ออกมาพูดว่า “หากจับคนร้ายไม่ได้ไม่กลับ” เป็นการสร้างความกดดันให้กับตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องตั้งธงหาคนผิดมาดำเนินคดีหรือไม่ จนนำมาสู่การสอบปากคำและตรวจดีเอ็นเอคนจำนวนมากจนเกิดความหวาดระแวงในพื้นที่
รองผบ.ตร. กล่าวว่า ตนเองเคยพูดว่า “ไม่เสร็จ ไม่ให้กลับ” ยอมรับว่าพูดจริง แต่เพื่อให้กำลังใจลูกน้องให้ทำงานเต็มที่ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจับคนร้ายให้ได้ ถ้าถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องถอย แต่ขอให้ถึงที่สุดก่อน
ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วาณิช ที่ปรึกษากมธ. พูดถึงการทำงานของตำรวจในพื้นที่ โดยบอกว่า คดีนี้ไม่แน่ใจว่าจะโทษตำรวจหรือสื่อดี แต่หากตำรวจไม่ทำให้คนรู้สึกว่าผู้ที่ตำรวจตรวจดีเอ็นเอเข้าข่ายผู้ต้องสงสัย ก็คงไม่มีการนำเสนอจนเกิดความแตกแยกในพื้นที่ หากผลตรวจดีเอ็นเอบางคนออกแล้วและแน่ใจว่าไม่เกี่ยวกับคดี ตำรวจก็ควรแถลงข่าวให้ประชาชนทราบ ในขณะเดียวกันกระบวนการเก็บดีเอ็นเอก็ควรทำความเข้าใจกับประชาชนว่าทำไปเพราะผลประโยชน์ในทางการสอบสวน
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. ชี้แจงว่า การสืบสวนสอบสวน รวมถึงการตรวจดีเอ็นเอในพื้นที่ได้รับการยินยอมจากประชาชนทุกคนโดยมีเอกสารยินยอมในการเก็บดีเอ็นเอทุกตัวอย่าง ซึ่งกรณีที่มีการเสนอว่าหากตรวจแล้วไม่เกี่ยวกับคดีให้แถลงข่าว ยืนยันว่าจะรับไปพิจารณาและทำเท่าที่ทำได้ เพราะเกรงว่า หากบอกว่าคนใดคนหนึ่งไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยก็จะกระทบกับคนที่ยังไม่ได้การยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องเช่นกัน
ในกมธ.ฯประเด็นตั้งธงทำคดีว่าต้องมีคนผิดหรือไม่ รองผบ.ตร.ชี้แจงในที่ประชุมว่า ยันไม่ได้ตั้งธง แต่ผลชันสูตรไม่ระบุสาเหตุการตายชัดเจน จึงต้องสอบสวนก่อน
ส่วนการส่งผ่าชันสูตรศพ น้องชมพู่ 2 ครั้ง ใน 2สถาบันฯนั้น คณะตำรวจชี้แจงว่า เป็นคำร้องของแม่น้องชมพู่ ตำรวจเห็นตรวจ 2 ที่ก็ไม่เสียหาย อีกทั้งอาจทำให้ผลละเอียดขึ้นเลยส่งตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ(รพ.ตร.) โดย แพทย์นิติเวช ตร. รับในกมธ.ว่า ผลชันสูตรรอบสองที่บอกว่ามีบาดแผลที่อวัยวะเพศเป็นแผลที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิต
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า การที่แพทย์บอกว่าไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเพราะอะไร ต้องเอาข้อสันนิษฐานและข้อเท็จจริงแยกจากกัน ไม่ใช่ตั้งข้อสันนิษฐานว่าเด็กขาดน้ำ เพราะเห็นว่าอากาศร้อน กับขาดน้ำเพราะพยาธิสภาพของศพบอก มันต่างกัน
'สิระ' ยก 5 ข้อเท็จจริง คดี 'น้องชมพู่' เรียก รองผบ.ตร.แจงกมธ.พุธหน้า
รองผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องผลการชันสูตรศพ สาเหตุที่ต้องชันสูตร 2 ครั้ง เพราะญาติที่ติดใจสงสัย ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นระบุสาเหตุการตายได้หรือไม่ ซึ่งไม่เสียหายที่เราจะฟังความเห็นมากกว่าหนึ่ง แต่คำของผู้เชี่ยวชาญต้องมีคำอธิบายประกอบด้วย โดยไม่มีใครสรุปว่ามีการล่วงละเมิด แต่จำเป็นต้องยืนยันคำสรุปครั้งแรก การชันสูตรครั้งที่ 2 อาจมีการปนเปื้อ หรือ ฉีกขาด ได้จึงจำเป็นต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม ต้องฟังด้วยวิจารญาณ อย่าด่วนสรุป ทุกวันนี้สรุปเอาเองทั้งนั้น
ซึ่งนายสิระประธานกมธ. ตำหนิ คราวหลังให้เขียนผลชันสูตรให้ละเอียด เพราะอาจทำประชาชน ตำรวจตีความผิด
ยังไม่สรุป "น้องชมพู่" ถูกฆาตกรรม รองผบ.ตร. รับ ยังไม่มีหลักฐานจับใคร แต่มีหวังอีก 20 %