นายมาซาสึกุ อะซาคาวา ประธานเอดีบีกล่าว เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการดูแลสุขภาพก้าวหน้าอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อการระบาดใหญ่ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกในเชิงลึก แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย โควิด-19 หากมีการระบาดระลอกใหม่ในอนาคต อาจส่งผลกระทบต่อระบบการดูแลสุขภาพโดยรวม และทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือแพทย์ที่มีอย่างจำกัด
ซึ่งการลงนามสัญญาเงินกู้ 4.65 หมื่นล้านบาท โดยผู้แทนจากเอดีบีและกระทรวงการคลัง คาดว่า จะมีขึ้นภายในสิ้นเดือนกันยายนที่กรุงเทพมหานคร (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 5 ส.ค.63)
นอกจากนั้นแล้ว เอดีบียังคาดการณ์ เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัวร้อยละ 6.5 ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ -3.0 เมื่อเดือนธันวาคม 2562 เนื่องจากการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของแรงงานในระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งของประเทศทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอาจส่งผลกระทบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม ได้
ขณะที่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งมีมูลค่ารวม 2.25 ล้านล้านบาท (ประมาณ 72 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในปีงบประมาณ 2563 และ 2564 ประกอบด้วย โครงการให้เงินช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ 16 ล้านคน และเกษตรกร 10 ล้านครัวเรือน เป็นจำนวนเงินประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท การสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และการเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพให้แข็งแกร่ง SMEs ในภาคการท่องเที่ยว และภาคอื่นๆ เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อ และการพักชำระหนี้จากธนาคารกลาง ตลอดจน แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง โควิด-19 ทั้งหมดนี้ เอดีบีประมาณการว่า จะสามารถเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิอเป็นร้อยละ 10.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ด้าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การสนับสนุนของ เอดีบีที่ให้กับประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศไทย ในการรับมือกับการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะช่วยบรรเทาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและภูมิภาค