1.เลบานอนเป็นประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลาง มีประชากรราว 6.8 ล้านคนเท่าๆกับ จังหวัดขอนแก่น บ้านเรา ชัยภูมิของประเทศนี้อยู่ตรงกลางระหว่างทะเลเมดิเตอเรเนียน และทะเลทรายอาหรับ เป็นเมืองท่าค้าขายระหว่าง "โลก" ทั้งสองใบมาตลอดนับพันปี
2.เลบานอนร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม แม้เป็นประเทศเล็กแต่มีมรดกโลกถึง 5 แห่ง มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงาม และเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญมาตลอด อาหารเลบานอนเป็น อาหารเมดิเตอร์เรเนียนผสมอาหารอาหรับ มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม เป็นที่นิยมของชาวโลก
3.นอกจากนี้ เลบานอนยังมีชื่อเสียงจากไม้ประจำชาติของพวกเขา คือ สนซีดาร์ซึ่งเป็นไม้มีค่า กลิ่นหอม แมลงไม่กวน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ดี มีบันทึกอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลหลายครั้ง
4.รากฐานชาวเลบานอนเป็นอาหรับเผ่าหนึ่ง ซึ่งอาศัยบนเทือกเขาเลบานอนเรียกว่า พวกมาโรไนต์ พวกเขานับถือศาสนาคริสต์แบบมาโรไนต์มาตั้งแต่โบราณ แม้ต่อมาศาสนาอิสลามรุ่งเรืองในภูมิภาคก็ไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อได้ พวกเขายังคงรักษาอำนาจปกครองตนเองระดับหนึ่งมาเรื่อยๆ จนเป็นอาหรับไม่กี่พวกที่ยังนับถือคริสต์ในปัจจุบัน
5.ต่อมาในศตวรรษที่ 11 เกิดสงครามครูเสดระหว่างฝรั่งนับถือคริสต์ และแขกนับถืออิสลาม ชาวมาโรไนต์เลือกสวามิภักดิ์ทัพฝรั่งที่ยกมา ทำให้พวกเขาขึ้นกับศาสนจักรโรมันคาทอลิก (ขณะที่ชาวคริสต์ในตะวันออกกลางอื่นๆ มักขึ้นกับศาสนจักรออโธดอกซ์)
“ในที่สุดหลังฝรั่งรบแพ้สงครามครูเสด พวกมาโรไนต์ก็ยังคงเอาตัวรอดในฐานะเมืองขึ้นของผู้ปกครองมุสลิมที่ผลัดเปลี่ยนกันมามีอำนาจ จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรออตโตมันตุรกี”
6.ปี 1920 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสรบชนะอาณาจักรออตโตมัน จึงตัดแบ่งดินแดนส่วนหนึ่งรวมทั้งดินแดนเลบานอนมาดูแล ฝรั่งเศสเห็นคนมาโรไนต์เป็นคาทอลิกที่เคยสวามิภักดิ์แต่โบราณก็รักใคร่เอ็นดู จึงรับจะตัดประเทศใหม่ให้ชาวคริสต์มาโรไนต์สามารถปกครองตนเอง
ช่วงนั้นชาวมาโรไนต์เพิ่งผ่านภัยอดอยากที่คร่าชีวิตคนกว่า 200,000 คน จึงเรียกร้องกับฝรั่งเศส ขอปกครองแผ่นดินกว้างขวางกว่าบริเวณดั้งเดิม เพื่อให้มั่นใจว่าต่อไปจะมีอาหารพอกิน ...ฝรั่งเศสก็ยอมอนุมัติ ...แต่คำขอนี้จะทำให้เลบานอนไม่ได้เป็น "ประเทศของชาวคริสต์เท่านั้น" อีกต่อไป เพราะได้ขยายพื้นที่กว้างขวางจนครอบคลุมพื้นที่ของมุสลิมเผ่าอื่นๆ ด้วย
7.ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสเสื่อมอำนาจลง แม้ชาวมาโรไนต์เคยรับคุณฝรั่งเศส แต่ย่อมรักอิสระตามวิสัยมนุษย์ จึงรวมกับชาวมุสลิมพื้นเมืองประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส เพื่อให้มั่นใจว่าชาวคริสต์จะยังคงปกครองประเทศนี้ไปเรื่อยๆ พวกเขาเลือกใช้ระบบการปกครองที่เรียกว่า "Confessionalism" โดยแบ่งอำนาจการปกครองให้ชนกลุ่มต่างๆ อย่างเด็ดขาด คือ
1) ประธานาธิบดีทุกคนของเลบานอนจะต้องเป็นชาวคริสต์มาโรไนต์
2) นายกรัฐมนตรีทุกคนจะต้องเป็นมุสลิมสุหนี่
3) ประธานรัฐสภาทุกคนจะต้องเป็นมุสลิมชีอะห์
4) รองประธานรัฐสภา และรองนายกฯ จะต้องเป็นกรีกออโธดอกซ์
นอกจากนี้ ยังแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งให้เผ่าต่างๆ อย่างยิบย่อย และกำหนดว่า ส.ส. จะต้องเป็นชาวคริสต์มากกว่าชาวมุสลิมในอัตราส่วน 6 ต่อ 5 เพื่อมั่นใจว่าไม่ว่าอัตราส่วนประชากรจะเปลี่ยนแปลงเพียงใด ชาวคริสต์จะเป็นผู้ปกครองเสมอ การแบ่งเช่นนี้เหมือนจะดี แต่พวกเขาค่อยๆ ตระหนักว่ามันคือเหตุแห่งหายนะ
ซึ่งสะท้อนได้จากการที่หลังเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ ทั้งที่ทางการยืนยันว่ามีสาเหตุมาจากคลังเก็บแอมโมเนีย แต่กลุ่มผู้ประท้วงกลับมองว่า “เหตุระเบิดเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สาเหตุจริงๆคือ เลบานอนจมปลักอยู่กับการคอรัปชั่นและการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลมานาน”
ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนต่างทยอยกันลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่สำคัญ ความโกรธแค้นของชาวเลบานอนโกรธที่รัฐบาลจัดการไม่ดี จนเกิดขึ้นลงชื่อกัน
น่าจับตาดูว่าจากวันนี้ไป “เลบานอน” จะเดินหน้าไปทางไหน เหตุการณ์ที่แทบจะต้องการสร้างบ้านแปลงเมืองบนความขัดแย้งที่รุนแรงในประเทศจะสร้าง "เลบานอน" หลังเสียงอภิมาหระเบิดนี้ไปในทิศทางใด
การเดินทางสู่ "ดินแดนแห่งสงคราม" ของชายชื่อ "ปั๊บ"
ระเบิดเลบานอน เปรียบเทียบ 'ฮิโรชิมา' ย้อนรอยบึ้มเขย่าโลก ที่มาน่าตกใจสารเคมีชนวนเหตุสลด