หลังจากรัฐบาลเตรียมออกมาตรการ "คนละครึ่ง" เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ วงเงิน 45,000 ล้านบาท แจกเงินให้ประชาชนคนละ 3,000 บาท 15 ล้านคน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เพื่อซื้อของกับผู้ค้ารายย่อย ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องควักเงินของตนครึ่งหนึ่งมาใช้ร่วมกับเงินรัฐบาล โดยรัฐบาลจะช่วยจ่าย 50% ของการใช้เงิน ผ่านช่องในแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เบื้องต้นการใช้เงินจะถูกจำกัดไว้ที่วันละ 100-200 บาท
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า หากเป็นไปตามแผน จะสามารถเปิดให้ทั้งร้านค้าและประชาชนลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ได้ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 โดยปัจจุบันมีร้านค้ารายย่อยอยู่ในระบบถุงเงินกว่า 50,000 ร้าน และจะเปิดรับสมัครเพิ่มให้ไม่น้อยกว่า 100,000 แห่ง ก่อนเริ่มโครงการ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า มาตรการที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิล่าสุดนี้ ถือเป็นมาตรการที่ดี เพราะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ทุกกลุ่ม และจะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริง แต่ที่ยังต้องติดตามคือ เงื่อนไขของการเปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมมาตรการนี้ ส่วนตัวมองว่า หากจะช่วยเหลือให้ถูกจุด ควรเปิดโอกาสให้หาบเร่แผงลอย ร้านค้าขนาดเล็ก มีโอกาสเข้าถึงได้ก่อน เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภค ก็จะต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่ได้อยู่ในระบบฐานภาษี ซึ่งมันจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที โดยเชื่อว่ามาตรการนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ 2 รอบประมาณ 200,000 ล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินจำนวนที่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาในช่วงที่เหลือของปีนี้ เชื่อว่าจะสามารถพยุงเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายให้ติดลบน้อยลง ไม่ให้เกิดการปลดคนงานหากสามารถเดินหน้าได้ตามแผน
ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มาตรการนี้เป็นเพียงหลักการเบื้องต้น ที่กระทรวงการคลังเสนอในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ซึ่งมีนายกฯ เป็นประธาน ยังไม่ได้เป็นข้อสรุปที่จะอนุมัติให้ดำเนินการโครงการแต่อย่างใด โดยที่ประชุมศบศ.มีมติให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม เพื่อเสนอต่อที่ประชุมศบศ. ในครั้งต่อไปภายใน 2 สัปดาห์
รัฐบาลเปิดลงทะเบียน แจก 3 พันบาท กลางตุลาคมนี้