วาระสำคัญการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (16 ก.ย. 2563) คือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ก่อนการประชุม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิเสธกระแสวิจารณ์ว่าสภาฯพิจารณา งบฯปี64 ล่าช้า โดยยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบเวลา พร้อมกับอธิบายว่า สำนักงบประมาณ ส่งเอกสาร ให้กับสภาฯ 16 มิ.ย. และขอให้สภาฯ พิจารณาใน 7 วัน แต่เนื่องจากมีเอกสารเป็นจำนวนมาก จึงขอขยายเวลาเป็น 10 วัน ซึ่งทุกฝ่ายก็ไม่ขัดข้อง ยืนยันยังอยู่ในกรอบเวลา และเชื่อว่ายังไม่มีความเสียหายใด ๆ
สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่ คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ ได้ปรับลดงบประมาณ จาก 3.3 ล้านล้านบาท เหลือ 3.285 ล้านล้านบาท โดยปรับลดลงไปทั้งหมด 1 หมื่น 4 พัน 37 ล้าน 5 แสน 2 หมื่น 300 บาท
รายการที่ถูกปรับลดมากที่สุด เป็นงบประมาณรายการะทรวง 24,789 ล้านบาท และงบประมาณแผนบูรณาการ 7,176 ล้านบาท รวม 31,965 ล้านบาท
และปรับงบประมาณเพิ่มให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอตามความจำเป็น 17,416 ล้านบาท โดยเพิ่มให้กระทรวงมหาดไทย 10,656 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการสร้างหลักประกันรายได้แก่ผู้สูงอายุ 588 ล้านบาท โครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการทางสังคมแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 516,000 บาท และจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10,067 ล้านบาท จัดสรรเพิ่มให้สำนักงานศาลยุติธรรม 509 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มงบประมาณให้กับแผนงานบุคลากรภาครัฐ 5,679 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินเดือน และค่าตอบแทนพิเศษให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุข
ขณะที่การพิจารณาตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เกิดการถกเถียงเล็กน้อยถึงกรอบเวลา ที่ให้เวลา ส.ส. อภิปรายคนละ 7 นาที ซึ่งอาจทำให้เกินกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ไม่เกิน 3 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ก็เป็นห่วงว่าระยะเวลา 3 วันอาจไม่เพียงพอ และควรเพิ่มเวลาวันเสาร์อีก 1 วัน เพื่อให้การอภิปรายเนื้อหามีความครบถ้วน
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความล่าช้าของงบประมาณปี 64 เกิดจากสภาฯ นายสุทิน บอกว่าไม่ใช่ และมองว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้น มาจาก รัฐบาล ที่เสนอร่างฯ เข้ามาล่าช้า
สำหรับกรอบเวลาที่ตั้งไว้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 64 ในวาระ 2 และ 3 จะพิจารณา 2 วัน คือวันที่ 16-17 ก.ย.หากไม่จบก็จะพิจารณาต่อในวันศุกร์นี้ ซึ่งประธานสภาฯ มองว่าเหมาะสม และเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ที่จะช่วยกันควบคุมเวลา