นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้โพสต์เฟซบุ๊กโดยเชิญชวนประชาชนเลิกติดตาม เลิกกด like เพจททนายความที่สนับสนุนการทารุณกรรมเด็ก พร้อมติดแฮชแทก #แบนธุรกิจที่สนับสนุนการทารุณกรรมเด็กไม่มีทางสู้
โดยนายรณรงค์ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงอีกว่า มองในมุมกลับกันถ้าผมเป็นทนายให้โรงเรียนจะดำเนินการอย่างไร อันดับแรกคือค่อยๆเจรจากับผู้ปกครองแต่ละรายอย่างเงียบๆ พยายามต่อรองค่าเสียหายโดยขอให้อีกฝ่ายเงียบๆเพื่อลดผลกระทบทางธุรกิจที่สุด เมืองไทยถ้าดูแลผู้เสียหายได้ผลทางคดีถือเป็นการเยียวยาหน่วยงานรัฐก็จะเบาๆลง สื่อก็จะเบาๆลงเพราะถือว่าเยียวยาแล้ว แต่ถ้าผู้เสียหายเรียกร้องยังไม่จบกระแสอาจจะตีกลับบางส่วน
และจะไม่พยายามทำอะไรที่เป็นประเด็นให้เป็นข่าวเพราะธุรกิจจะเสียหายหนักขึ้น ค่าเสียหายที่ฟ้องร้องได้มาก็ไม่คุ้มความน่าเชื่อถือที่เสียไป ยกเว้นยิ่งโหมไฟเข้ากองฟืนเพื่อให้เรื่องดังอีก (ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับลูกความเลยยกเว้นทนายความที่อยากดัง)
ขณะที่ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ก็ได้เคลื่อนไหวผ่านทางเพจทนายคลายทุกข์ ว่า ผมเป็นที่ปรึกษาโรงเรียนสารสาสน์ ส่วนพี่เลี้ยงที่ถูกดำเนินคดี ผมเข้าไปช่วยเหลือเรื่องคดีในฐานะส่วนตัวและแยกกันคนละส่วน ซึ่งตนประกอบวิชาชีพทนายความมา 35 ปี ไม่เคยทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม
นอกจากนี้ยังได้เฟซบุ๊กไลฟ์ เพื่อชี้แจงกรณีรับทำคดีพี่เลี้ยงจุ๋ม พร้อมทั้งเป็นตัวแทนของโรงเรียน โดยระบุว่า เมื่อวานนี้ผมได้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับโรงเรียนโดยใช้วิชาชีพทางกฎหมายตามปกติ ใครก็แล้วแต่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาก็ต้องมีทนายความ เท่าที่คุยกับทางพนักงานสอบสวนคดีพี่เลี้ยงจุ๋มทำร้ายร่างกายเด็กนั้น มีครูประมาณ 13 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เขาได้เชิญไปเป็นทนายก็รับดำเนินการไม่ว่าคดีนั้นจะเป็นคดีฆ่าคนตายคดีอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องมีทนายความมันเป็นเรื่องปกติในวิชาชีพ ส่วนกรณีที่ใครจะพอใจไม่พอใจ ก็ถือเป็นความคิดส่วนตัว