กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น คาดว่า จำนวนทารกแรกเกิดจะลดลงอย่างรวดเร็วในปีหน้า หลังรายงานจำนวนการตั้งครรภ์ทั่วประเทศลดลง 11.4% ในช่วง 3 เดือนนับจากเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับปี 2562 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19)
“ตัวเลขของรัฐบาลตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดโควิด-19 จะทำให้อัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้วในประเทศแย่ลงไปอีก”
ขณะที่จำนวนทารกแรกเกิดต่ำกว่า 1 ล้านคนเป็นครั้งแรกในปี 2559 และลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 865,000 คนในปีที่แล้ว แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลว่าตัวเลขเด็กทารกแรกเกิดอาจลดลงต่ำกว่า 800,000 ในปี 2564
ข้อมูลล่าสุด พบว่า การตั้งครรภ์ลดลง 26,331 ราย ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคมจากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19
นายคัตสึฮิโกะ ฟูจิโมริ หัวหน้านักวิจัยแห่งสถาบันข้อมูลและการวิจัยมิซูโฮ (Mizuho Information & Research Institute) กล่าวว่า การให้กำเนิดบุตรของผู้หญิงญี่ปุ่นหนึ่งคนลดต่ำลงตั้งแต่ปี 2558 แล้เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้แนวโน้มอัตราการเกิดใหม่ลดต่ำลงไปอีก
โดยผู้ที่ตั้งครรภ์ในเดือนมีนาคมเริ่มมีความไม่สบายใจเกี่ยวกับการระบาดของโรค และในเดือนพฤษภาคม ก็พบว่าจำนวนการตั้งครรภ์ลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดถึง 17.1% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในจังหวัด 47 จังหวัด เช่น จังหวัดยามากุจิ ซึ่งลดลงมากที่สุด ตามด้วยจังหวัดอาโอโมริและจังหวัดอิชิกาวะ ขณะที่ในเดือนมิถุนายนจำนวนการตั้งครรภ์ ลดลง 5.4% และในเดือนกรกฎาคมมีตัวเลขลดลง 10.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
มาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาส่งผลให้การเข้ารับบริการทางการแพทย์จำกัด เมื่อรวมกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากการว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้หลายคู่ตัดสินใจเลื่อนการมีลูกออกไป
ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของโรคนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมเพิ่มสูงขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมเงินบำนาญและค่ารักษาพยาบาลสำหรับประชากรสูงอายุของประเทศ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นที่สังคมผู้สูงอายุมากที่สุดด้วย
“ รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องวางแผนระยะยาวเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร เพื่อให้ผู้คนรู้สึกสบายใจในการตั้งครรภ์และคลอด” นายคัตสึฮิโกะ กล่าว