การอภิปรายร่วมของรัฐสภา สมัยวิสามัญ ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในปัญหาวิกฤตทางการเมือง เริ่มต้นจากการชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้เสนอญัตติ โดยเริ่มจากการอธิบาย 3 ประเด็น ที่ตั้งไว้ คือ สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในที่ชุมนุม กรณีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสม (การปิดล้อมขบวนเสด็จฯ) ที่นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร และเหตุผลที่รัฐบาลเข้าสลายการชุมนุมแยกปทุมวัน ในวันที่ 16 ต.ค. 63 และการชุมนุมในพื้นที่อื่นที่ปรากฎภาพการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย
ในการชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันว่าข้อเรียกร้อง 3 ข้อของผู้ชุมนุม ทั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยตัวแกนนำ และการปฏิรูปสถาบัน เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน และเข้าใจดีว่าทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าคนไทยอีกหลายสิบล้านคนก็ไม่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นท่ากลางความขัดแย้งวุ่นวาย
ขณะที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อภิปรายเห็นแย้ง โดยมองว่าการชุมนุมที่เป็นปัญหาบานปลาย เกิดจากการแก้ปัญหาด้วยยาแรง อย่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จับกุมแกนนำผู้ชุมนุม ไม่รับฟังข้อเรียกร้อง 3 ข้อ และยังมีการปิดสื่อ พร้อมมองว่าการประชุมร่วมรัฐสภาทั้ง 2 วัน ควรนำข้อเรียกร้องของ นักเรียนนักศึกษาและประชาชน มาถกเถียงอย่างจริงจัง และเห็นว่าการแก้ปัญหาทั้งหมดจะเป็นรูปธรรมได้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง
เช่นเดียวกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรเสียสละด้วยการลาออก พร้อมขอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาใน 2 วันนี้ เดินหน้ารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และภาคประชาชน เพื่อเร่งให้เกิด ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นทางออกของวิกฤตในขณะนี้
ขณะที่การอภิปรายของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ มีการตอบโต้ถึงข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม โดยพาดพิงว่ามีเป้าหมายไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทักท้วงว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่อยู่ในญัตติ และไม่ต้องการให้การอภิปรายนำไปสู่ความขัดแย้ง นายไพบูลย์ ยังขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ อย่าลาออกจากตำแหน่ง และขอให้ฟังเสียง 8 ล้านคนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี
นายไพบูลย์ ยังคัดค้าน การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและพิจารณา เรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน พร้อมมองว่าหากพรรคการเมืองใดเสนอ ก็จะเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และจะต้องถูกยุบพรรคการเมืองด้วย