“จตุคามรามเทพ” ถึง “ไอ้ไข่วัดเจดีย์” ผู้รักษาเศรษฐกิจเมืองนคร?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ความเชื่อและความศรัทธาคงอยู่ในสังคมไทยมาเนิ่นนาน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับพันล้านบาท โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ครั้ง “จตุคามรามเทพ” ส่งไม้ต่อมาจนถึง “ไอ้ไข่วัดเจดีย์”

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ศรัทธานี้มีลิขสิทธิ์ ปรากฏการณ์ฟีเวอร์ทุกทิศ สู่ "​ศรัทธาพาณิชย์"

ความเชื่อความศรัทธาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาเนิ่นนาน เพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ หรือเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์อาจมีผลกับชีวิต

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาซึ่งสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ความศรัทธาที่โด่งดังไปทั่วประเทศ นั่นคือ “ไอ้ไข่ฟีเวอร์” และปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเมืองคอนเติบโตขึ้นกว่า 20% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ยังคงซบเซาจากโควิด-19

แต่ก่อนจะมีปรากฏการณ์ความศรัทธาในตัวไอ้ไข่ นครศรีธรรมราชเคยเป็นที่รู้จักในฐานะต้นกำเนิดเครื่องรางของขลัง “จตุคามรามเทพ” มาแล้ว โดยเทพรุ่นพี่ก็เคยสร้างปรากฏการณ์ที่น่าเหลือเชื่อขึ้นมาก่อนเช่นกัน

“จตุคามรามเทพ” ผู้วางฐานเศรษฐกิจเมืองคอน

จตุคามรามเทพถูกจัดสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยมี “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” อดีตนายตำรวจมือปราบ เป็นผู้ร่วมการจัดสร้าง และมี พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เป็นประธานในการจัดสร้าง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ประเทศไทยเกิดสุริยคราส ซึ่งทางโหราศาสตร์เชื่อว่าเป็นพระราหูกินเมือง ทำให้ประชาชนต่างพากันเสาะหาวัตถุมงคลเพื่อแก้เคล็ดและสะเดาะเคราะห์ ประกอบกับนิตยสารพระเครื่องกรุงสยามเผยแพร่ข้อมูลประวัติการสร้าง ทำให้มีคนบางส่วนรู้จักและหาเช่าไปบางส่วน

ต่อมาปี พ.ศ. 2550 จตุคามรามเทพได้รับความนิยมอย่างยิ่ง หลังมีการพระราชทานเพลิงศพของขุนพันธรักษ์ราชเดช เกิดการเผยแพร่ประวัติและความขลังของจตุคามรามเทพไปทั่วประเทศ จนวัดและกลุ่มผู้แสวงหากำไรต่าง ๆ พากันสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพให้พระเกจิหลายองค์ปลุกเสก

ดร.รวิสรา ทิศนุ่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าว่า “จากงานพระราชทานเพลิงศพของขุนพันธรักษ์ราชเดช จตุคามก็เป็นที่รู้จักกัน ทำให้เศรษฐกิจเมืองนครโตมาก มีการลงทุนร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกิดขึ้นมาก เราจะเห็นว่ามีโรงแรมหลายขนาดมากมายในจังหวัดนครศรีธรรมราช อันนั้นก็เป็นผลจากตอนมีจตุคามรามเทพ”

ดร.รวิสราบอกว่า จตุคามรามเทพมีการสร้างกันหลายร้อยหลายพันรุ่น เรียกได้ว่า แทบจะทุกวัดมีการบวงสรวงและจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมา ส่งผลให้รุ่นของปี พ.ศ. 2530 ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกมีราคาขึ้นไปหลายสิบล้านบาท

แต่การจะวัดความดังไม่ดังของความศรัทธาอาจเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีเกจวัดความดังเป็นตัวเลข กระนั้น ในวิทยานิพนธ์หัวข้อเรื่อง “จตุคามรามเทพ : กระบวนการสร้างความหมายและมูลค่า” ของ ณัชธัญนพ สุขใส ปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีการศึกษาพบว่า กระแสความนิยมในวัตถุมงคลจตุคามรามเทพนั้นมีเหตุการณ์ชี้วัดอยู่ 4 เหตุการณ์ ได้แก่

  1. ราคาเช่าบูชาจากเดิมในหลักสิบสูงขึ้นเป็นหลักร้อย พัน หมื่น และหลักล้านภายในระยะเวลาไม่นานนัก
  2. จํานวนรุ่นของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ มีการผลิตสร้างมากกว่า 1,000 รุ่นภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ชื่อรุ่นมักเน้นส่งเสริมความร่ำรวย เงินทอง การค้าขาย เช่น “เจริญโภคทรัพย์” “รวยล้นฟ้า” “มั่งมีศรีสุข” “เงินไหลมา” “มหา เศรษฐี” “บารมี 10 ทิศ” “โคตรเศรษฐี วัดโพธิ์แก้วประสิทธิ์” “ราชันเศรษฐี” “หัวใจเศรษฐี” “เทิดไท้องค์ ราชันย์” “มหาโชค มหาเศรษฐี” “ทวีโภคทรัพย์” “เสริมทรัพย์ เสริมบารมี” “รวยไม่เลิก” และ “โคตรมหา เศรษฐี 50” เป็นต้น
  3. การซื้อขายใบจองวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ หรือก็คือแม้ไม่มีวัตถุมงคลโดยตรง แต่หากมีใบจองรุ่นจตุคามรามเทพที่ตรงกับความต้องการ ก็มีผู้พร้อมซื้อต่อใบจองนั้นในราคาสูงกว่าราคาตั้งต้น
  4. การตลาดและการโฆษณามีบทบาทต่อการสร้างความนิยมในวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ อาทิ รถแห่ป้ายวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เว็บไซต์วัตถุมงคลจตุคามรามเทพซึ่งมีมากถึง 300,000 เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หนังสือพิมพ์รายวัน ราย สัปดาห์ นิตยสารพระเครื่อง และหนังสือที่รวบรวมประวัติ ตํานาน รุ่น การจัดสร้าง และพิธีกรรม ซึ่งเกิดขึ้นมหาศาล และติดตลาด

ด้านพระครูประทีปชัยธรรม เจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล จ.นครศรีธรรมราช หนึ่งในวัดที่ประสบความสำเร็จในการจัดสร้างจตุคามรามเทพรุ่น “ราชันดำ” ซึ่งสร้างรายได้ให้กับวัดได้มากกว่า 10 ล้านบาท บอกว่า จตุคามรามเทพรุ่นราชันดำมีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นวัตถุมงคลที่ชนะเลิศรางวัลที่ 1 การประกวดวัตถุมงคลด้านความสวยงาม

“ก็ดังโดยไม่ได้คาดคิด จนกระทั่งมีการเปิดจอง ผ่านไป 15 วันหมดเลย หมดในที่นี้ไม่ใช่หมดเกลี้ยง แต่เป็นในลักษณะเช่น ศูนย์ใช้เช่าวัตถุมงคลหนึ่งมี 1,000 ชุด ก็ทั้ง 1,000 ชุดของทุกศูนย์ ไม่พอที่จะให้เขาจอง” พระครูกล่าว

ทั้งนี้ พระครูประทีปชัยธรรมกล่าวว่า ปัจจัยจากการปล่อยเช่าจตุคามรามเทพรุ่นราชันดำนั้น ส่วนหนึ่งนำมาสร้างหอฉัน บูรณะวัด อีกส่วนนำไปมอบเป็นสาธารณกุศลต่าง ๆ เช่น มอบทุนการศึกษาให้โรงเรียนในเขตเทศบาล 10 โรงเรียน มอบรถตู้ให้โรงพยาบาล 1 คัน มอบให้ วัดใหม่ไทยเจริญ ที่ อ.นบพิตำ เป็นต้น

พระครูบอกว่า ช่วงที่กระแสจตุคามรามเทพดังมากทำให้ผู้คนจำนวนมากแห่มาเมืองนครจากแทบทุกจังหวัด แม้แต่หลวงพ่อจากพะเยา เชียงราย ก็ยังนั่งรถมาขอราชันดำวัดใหญ่ฯ “ช่วงนั้นเปลี่ยนแปลงเยอะ ธุรกิจเมืองนครเหมือนวัดเจดีย์สมัยนี้ รถรับจ้างก็ดี แม่ค้าแม่ขายก็ดี เศรฐกิจทุกเรื่องดีหมดเลย”

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยประเมินมูลค่าเงินหมุนเวียนของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ โดยมีมูลค่าสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ผลักดันจีดีพีของประเทศ โตขึ้น 0.1-0.2 %

หลังจากปี พ.ศ. 2550 กระแสความนิยมจตุคามรามเทพค่อย ๆ ซาลง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจซาและทรงตัวตามไปด้วย แต่ก็มีช่องว่างไม่นานนัก เพราะราว  10 ปีต่อมา กระแส “ไอ้ไข่ฟีเวอร์” ก็เกิดขึ้น

ส่งไม้ต่อ “ไอ้ไข่วัดเจดีย์”

เดิมไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์เป็นที่รู้จักกันแต่ในพื้นที่ในระดับความเชื่อท้องถิ่น แต่โด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากมีคนมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ ประกอบกับอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดีย จึงยิ่งทำให้ความศรัทธาแพร่หลายในวงกว้าง ชนิดที่ว่าทั้งประเทศน่าจะมีเพียงน้อยคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ “ไอ้ไข่”

ศุภชัย โจมฤทธิ์ คณะทำงานวัดเจดีย์บอกว่า ปัจจุบัน ภาพรวมความนิยมของวัดเกิดจากกระแสการ “ขอได้ ไหว้รับ” หรือการศรัทธาในตัวไอ้ไข่วัดเจดีย์ ทำให้เกิดทิศทางที่ดีขึ้นในระบบเศรษฐกิจของชุมชน ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และระดับภูมิภาค

“ไอ้ไข่ทำให้เกิดการสร้างอาชีพ เมื่อก่อนขาวบ้านว่างงาน เกิดช่องว่างจากพิษของเศรษฐกิจ ทางฐานรากที่มีรายได้น้อย ก็มีผลกระทบ แต่พอช่วงที่คนรู้จักไอ้ไข่ จุดพีคของไอ้ไข่เกิดขึ้น ชุมชนมีรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ ตอนนี้เงินสะพัดมาก ไม่ว่าในตัวเมืองก็ดี ผู้ประกอบการที่พักใน อ.สิชล อ.ขนอม สินค้าการเกษตรผลหมากรากไม้ขายดิบขายดีตาม” ศุภชัยบอก

ด้านนิโรจน์ ทิศทองแก้ว เจ้าของรีสอร์ตบ้านพักระเบียงดาว และครูเกษียณราชการ เล่าว่า เดิมพื้นที่ละแวกวัดเจดีย์เป็นไร่สวนเสียส่วนใหญ่ แต่เมื่อเกิด “ไอ้ไข่ฟีเวอร์” พื้นที่ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

“พื้นที่แถบนี้เดิมเป็นทุ่งนา จากทุ่งนาก็กลายมาเป็นสวน จากสวนก็กลายมาเป็นอย่างนี้ที่เห็นตามรายทางที่เราผ่านมา เต็มไปด้วยร้านขายของแก้บน ผมอยากจะพูดเป็นยุค ๆ นะ คือเป็นยุคทุ่งนา ยุคป่าสวน ยุคปัจจุบันคือยุคชวนซื้อชวนขาย น่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า ... รายได้ของคนก็เปลี่ยนไปเยอะ จากที่เคยมีรายได้จากนา จากสวนปาล์ม ก็มาเป็นร้านค้าร้านขาย”

นอกจากนี้ รายได้ที่เกิดขึ้นยังไม่ได้กระจุกอยู่ในพื้นที่ อ.สิชล ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเจดีย์เท่านั้น แต่พื้นที่ใกล้ ๆ อย่าง อ.ขนอม อ.ท่าศาลา อ.เมืองนครศรีธรรมราช ไปจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้านที่ติดต่อกับ อ.สิชล ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเฉพาะที่พักเกิดขึ้นจำนวนมาก

และนอกจากจังหวัดนครศรีธรรมราชเอง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจยังเกิดขึ้นในต่างจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบธุรกิจปั้นรูปปั้นไก่สำหรับแก้บนในสุพรรณบุรี ปราจีนบุรี หนองบัวลำภู ซึ่งส่งสินค้ามาขายถึงที่นครศรีธรรมราช

ขณะที่จตุพล ชูเจ้ย จากหนึ่งในร้านขายสินค้าแก้บนร้านพี่ชายคนเดิมเสริมทรัพย์ เล่าว่า วิถีชีวิตกับเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมากในละแวก อ.สิชล ทุกเส้นทางเข้าวัดเจดีย์จะมีร้านขายของเซ่นไหว้อยู่รายรอบ

“ยอดขายต่อเดือนร้านขนาดกลาง ๆ เยอะสุดประมาณ 3 แสนกว่าบาท หักค่าใช้จ่ายก็เหลือกกำไร 2-3 หมื่น ค่าครองชีพเราน้อยก็อยู่ได้ ได้กระจายรายได้สู่ชุมชนด้วย”

ดร.รวิสรา บอกว่า แม้แต่สถานประกอบการของเธอที่ อ.ปากพนัง ซึ่งห่างจากวัดเจดีย์ก็ยังได้รับอานิสงส์เหมือนกัน แม้ถือว่าอยู่นอกเส้นทาง เธอบอกว่า หลายครั้งที่เธอได้นักท่องเที่ยวจากคนที่ตั้งใจมาวัดเจดีย์

“ตอนนี้พอมาเจอในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา คนต้องการที่พึ่ง คนต้องการความหวัง แต่ไม่ได้บอกว่าทุกคนที่มาที่วัดเจดีย์จะมาขอหวยอย่างเดียว บางคนแค่มาขอพร ให้ชีวิตดีขึ้น ให้รอดพ้นผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ที่เขาเจอ ทุกคนที่มาก็คือมีความหวัง และเมื่อความหวังนั้นประสบความสำเร็จ มันจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความศรัทธา แล้วก็มีการบอกต่อ คนที่เขามาแล้วเขาสำเร็จเขาก็ต้องกลับมาอีก ส่วนคนที่ยังไม่มาก็มีความรู้สึกว่า สักครั้งหนึ่งเขาต้องได้มา”

ด้านอิงอร คงชู รองผู้อำนวยการ ททท.สนง.นครศรีธรรมราช ยืนยันข้อมูลสอดคล้องกันว่า  ในช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ที่ผ่านมา กระแสการเดินทางเข้าสู่นครศรีธรรมราชคึกคักมาก แทบไม่ได้รับผลกระทบด้านการเดินทางท่องเที่ยวจากโควิด-19

“ที่เกิดกระแสฟีเวอร์อยู่ในตอนนี้ก็คือตาไข่วัดเจดีย์ เป็นแม่เหล็กใหญ่เลยที่ดึงดูดให้คนทั่วทุกสารทิศมา ทำให้เศรษฐกิจของนครศรีธรรมราชคึกครื้นและคึกคักมาก ถนนทุกสายมุ่งสู่นครศรีธรรมราช ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ต่างได้รายได้กันถ้วนหน้า เนื่องจากกระแสศรัทธา เพราะว่าตอนนี้คนนิยมหาในเรื่องของศรัทธา หาที่พึ่งทางใจ ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ เพราะฉะนั้นนครศรีธรรมราชคือตัวตอบโจทย์”

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า สัดส่วนนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครศรีธรรมราชช่วงเดือน กรกฎาคม-กันยายน หรือไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ช่วงเดียวกัน เติบโตขึ้น 35% จากประมาณ 1.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านคน ส่วนรายได้ในจังหวัดเพิ่มประมาณ 26% จากราว 5 พันล้านบาท ปีนี้พุ่งขึ้นเป็น 6.4 พันล้านบาท

นอกจากนี้ การลงทุนในจังหวัดนครศรีธรรมราชเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยที่เห็นประจักษ์ชัด ๆ ก็คือ การเปิดเส้นทางการบินเพิ่มขึ้น เดิมมีเพียง 3 สายการบินเท่านั้นที่มีเที่ยวบินเดินทางมายังนครศรีธรรมราช คือ นกแอร์ แอร์เอเชีย และไลออนแอร์

โดยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินเวียตเจ็ตเปิดเส้นทางบินตรงสุวรรณภูมิ-นครศรีธรรมราช และเดือนกันยายนที่ผ่านมา สายการบินไทยสมายล์เปิดไฟลต์บินสุวรรณภูมิ-นครศรีธรรมราช และในอนาคตอันใกล้ จะมีการขยายเส้นทางบิน เชื่อมโยงนครศรีธรรมราชสู่อีสาน คือ อุดรธานี นครศรีธรรมราชสู่ภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ ของสายการบินไทยสมายล์

“จาก 23 ไฟลต์บินต่อวันในปีที่แล้ว ตอนนี้เรามี 46 ไฟลต์บินไปกลับกรุงเทพฯ-ดอนเมือง ถือว่าการลงทุนด้านการคมนาคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง ในส่วนของโรงแรมก็เช่นกัน ปีที่แล้วโรงแรมในนครศรีธรรมราชมีห้องพักอยู่ประมาณ 8,800 ห้อง ปัจจุบันนี้มี 9,400 ห้อง เพิ่มขึ้น 600-700 ห้อง ตัวนี้ตอบโจทย์ได้เลยว่า ถ้าเศรษฐกิจของเราไม่ดี การลงทุนก็คงไม่เพิ่มขึ้น” คุณอิงอรเสริม

ทั้งหมดนี้พอจะทำให้เราได้เห็นภาพแล้วว่า “ศรัทธามาร์เก็ตติ้ง” ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คน และค่อนข้างมั่นคงถึงระดับที่ว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 จะเพิ่งคลี่คลายแต่ก็ยังมีผู้คนเดินทางมายังนครศรีธรรมราชต่อเดือนหลักแสนคน

แต่อีกมุมหนึ่ง โควิด-19 รวมถึงวิกฤตหรือความวิตกกังวลต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญผลักดันที่ทำให้ผู้คนหันหน้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมาขึ้น เพราะในภาวะอันเคว้งคว้าง บ้างไม่มีเงิน บ้างไม่มีงาน บ้างมองไม่เห็นอนาคต และไม่มีใครสามารถตอบสนองความต้องการหรือแก้ไขความทุกข์ของผู้คนได้ ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน นโยบายต่าง ๆ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” จะเป็นที่พึ่งเดียวที่ประชาชนหลงเหลืออยู่

คำถามที่ต้องใคร่ครวญก็คือ หมดยุคจตุคาม ก็กลายเป็นยุคไอ้ไข่ หลังจากนี้ จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดมาแทนที่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างที่จตุคามรามและและไอ้ไข่เคยทำมาหรือไม่?

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ