โดยตั้งแต่ช่วงเช้าผ่านมาทางกทม. ได้มีการนำรถแบคโฮ และอุปกรณ์ตัดถ่างชนิดต่างๆ เข้ารื้อถอนแผงค้าในย่านสะพานเหล็ก ส่วนบริเวณริมคลองโอ่งอ่าง ซึ่ง พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับหน้าที่เป็นประธานปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการรื้อถอนในครั้งนี้
ขณะที่กลุ่มผู้ค้าสะพานเหล็ก-สะพานหัน ได้นำดอกไม้มามอบให้กับ รองผู้ว่าฯ เพื่อขอความเห็นใจ โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญคือ ขอยืดเวลาออกไปอีก 3 เดือน เพื่อระบายสินค้าที่สั่งมากักตุนไว้ขายในช่วงเทศกาลปีใหม่
อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯ ระบุว่า การขอยืดเวลาออกไปอีก 3 เดือนนั้น ต้องให้ผู้ค้ารวมตัวทำหนังสือชี้แจง และจะให้คณะกรรมการปรับภูมิทัศน์ริมคลองโอ่งอ่างพิจารณาอีกครั้ง ส่วนแผงค้าที่นำของออกไปแล้วจำเป็นต้องรื้อออกทันที
ทั้งนี้ จากปฏิบัติการรื้อถอนดังกล่าวพบว่า ทางกทม. เลือกเฉพาะจุดที่ผู้ค้ายอมย้ายออกเอง โดยเฉพาะบริเวณสะพานหัน ที่ถือว่าเป็นจุดที่มีความเสื่อมโทรมที่สุด ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีแผงค้าอยู่ประมาณ 100 แผง โดยเจ้าหน้าที่ได้นำชะแลง และเครื่องตัดถ่างไฟฟ้าเข้ารื้อถอนพื้นที่บริเวณดังกล่าว แต่ไม่ได้ใช้เครื่องจักรหนักที่เตรียมไว้ในการรื้อถอนพื้นที่บริเวณดังกล่าว
ส่วนในจุดที่ผู้ค้ารวมตัวเพื่อยื่นคัดค้านนั้น ทาง กทม. เลือกที่จะขยายพื้นที่รื้อถอนไปในบริเวณดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อข้อกฎหมายบางประการที่อยู่ระหว่างพิจารณา โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งประเด็นว่า "การเข้ารื้อถอนระหว่างที่หนังสืออุทธรณ์คำสั่งที่ผู้ค้ายื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังไม่มีการพิจารณาว่าชอบธรรมทางกฎหมายหรือไม่?" แต่สำหรับการรื้อถอนแผงค้าเป้าหมายที่ยอมย้ายออกไปแล้วนั้น คาดว่า กทม.จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ในการรื้อถอน
อย่างไรก็ตาม ปัญหา ณ ขณะนี้ไม่ใช่การทำความเข้าใจ ถึงความจำเป็นในการไล่รื้อ เพราะผู้ค้าทั้งหมดไม่มีใครปฏิเสธที่จะต้องย้ายออก แต่สิ่งที่ยังตกลงกันไม่ได้คือ กรอบเวลาที่เหมาะสมในการรื้อถอน ทำให้ผู้ค้าแต่ละกลุ่มยังมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางกฎหมายในช่องทางอื่น
ถึงแม้ว่าการเข้ารื้อถอนแผงค้าในครั้งนี้ของ กทม. จะไม่ใช้เครื่องจักรหนักที่เตรียมมา แต่ก็ทำให้ผู้ค้าบางรายที่แผงค้าอยู่ใกล้กับจุดรื้อถอนเกิดความกังวล เช่น ร้านขายกระเป๋าของนางปุ๊ ที่ปักหลักขายที่นี่มานานกว่า 30 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอยืนยันว่าจะไม่ยอมย้ายออก แต่เมื่อเสียงของแชลง และเครื่องมือตัดถางดังขึ้น เธอจึงตัดสินใจรื้อแผงค้าด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกถึงความไม่มั่นคง
แต่ทว่าผู้ค้าตลาดสะพานเหล็กต่างมีจุดยืนแตกต่างกันหลายกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มที่มาปักหลักรอชุดรื้อถอนของ กทม.ตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อแสดงจุดยืนขอใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการ เพราะต้องการมีเวลามากพอที่จะระบายสินค้าเก่าออกจากร้าน
โดยข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้ค้าสะพานเหล็กที่ยังไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง คือ ขอให้ กทม. ขยายระยะเวลาในการย้ายออกจากพื้นที่ หากข้อเรียกร้องนี้ไม่เป็นผล กลุ่มผู้ค้าจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้คุ้มครองสิทธิต่อไป เนื่องจากคำอุทธรณ์ที่ยื่นให้กระทรวงมหาดไทยเพิกถอนคำสั่งรื้อถอนของ กทม. ยังไม่ได้รับการพิจารณา
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังจะเป็นการเปิดฉากการต่อสู้ ที่อาจจะกลายเป็นบรรทัดฐาน เมื่อมีคำถามว่าเทคนิคการบังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐในลักษณะที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ เป็นความพยายามในการละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนหรือไม่?
โดยกฎหมายที่ กทม. เลือกใช้ในการบังคับให้ผู้ค้าสะพานเหล็กย้ายออกจากพื้นที่ครั้งนี้ คือ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 44 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ประกาศไว้เมื่อปี พ.ศ. 2502 ซึ่งสาระสำคัญคือให้อำนาจกับผู้นำท้องถิ่น สั่งไล่รื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่สาธารณะของแผ่นดิน หากไม่ทำภายใน 15 วัน ก็สามารถเข้ารื้อถอนได้ทันที เหมือนที่เกิดขึ้นกับกรณีของแผงค้าสะพานเหล็ก
ในขณะที่ฝ่ายของผู้ค้าสะพานเหล็กก็ได้นำใบเสร็จมาป็นหลักฐานต่อสู้ เพื่อยืนยันสถานะระหว่างพวกเขากับกทม.ว่าเป็นคู่สัญญาในการเช่า ไม่ใช่ผู้บุกรุก เพราะถ้าหากมีสถานะเป็นคู่สัญญาเช่าต่อกัน ก็จะส่งผลให้ กทม. ไม่สามารถใช้อำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 44 ได้ เพราะไม่ใช่ผู้บุกรุกที่สาธารณะ
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะเข้ากรอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จะมีผลให้ต้องอาศัยกระบวนการทางศาลเข้ามาตัดสิน และ กทม.ก็จะไม่มีสิทธิ์ในการเข้ามารื้อถอนโดยพลการอย่างที่เกิดขึ้น
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และ ฝ่ายทนายของกลุ่มผู้ค้าที่ให้สัมภาษณ์ในวันนี้ ดูเหมือนว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต่างรู้เทคนิคการต่อสู่ทางกฎหมายของกันและกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อถามถึงความจำเป็นในการใช้อำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 44 และการเข้ารื้อถอนที่กทม. เลือกรื้อเฉพาะในส่วนที่ผู้ค้ายินยอมย้ายออกแล้วเท่านั้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะต้องรอการชี้ขาดของศาล แต่การเลือกใช้กฎหมายดำเนินการกับกลุ่มผู้ค้าสะพานของกทม.ครั้งนี้ ถือว่าน่าศึกษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเลือกใช้กฎหมายที่เก่ากว่า และเป็นอำนาจของคณะปฏิวัติที่ยังไม่ถูกยกเลิกมาดำเนินการ