"พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ" เผยรถเมล์เข้าข่ายประมาท จี้กวดขันวินัยจราจรเคร่งครัด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ" เผยคนขับรถเมล์เข้าข่ายประมาท จี้กวดขันวินัยจราจรชาวกรุงฯ เคร่งครัด

เวลา 20.30 น. การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำหัวรถจักรมาเคลื่อนย้ายหัวรถไฟที่เกิดเหตุบริเวณถนนอโศก - ดินแดง ใกล้กับสถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มักกะสัน ออกจากพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปยังโรงซ่อมรถโดยสาร โรงงานมักกะสัน เช่นเดียวกับตู้รถไฟที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เดียวกันด้วย

อย่างไรก็ตามกรุงเทพมหานคร ได้สนับสนุนรถเครนขนาดใหญ่ เพื่อเคลื่อนย้ายรถที่ประสบเหตุ และรถประจำทาง สาย 206 ออกจากรางรถไฟ ซึ่งการทำงานเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากรถประจำทางถูกไฟไหม้เสียหายอย่างหนัก

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าว
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เน้นย้ำทุกอย่างทำด้วยความปลอดภัย และพยายามที่จะคืนพื้นผิวจราจรบริเวณจุดเกิดเหตุ ไม่เกินเที่ยงคืนนี้ เพื่อคืนผิวจราจรให้กับประชาชนที่สัญจรไปมาได้อย่างแน่นอน

ต่อมาเวลา 21.00 น. พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามเหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์จนเกิดเพลิงลุกไหม้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และ สน.มักกะสัน เร่งบริหารจัดการจราจรเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้รถ ใช้ถนนได้อย่างคล่องตัว รวมถึงประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเคลื่อนย้ายรถเมล์ออกจากขบวนรถไฟ ซึ่งขณะนี้สามารถขยับรถเมล์ออกได้แล้ว เหลือเพียงการเคลื่อนย้ายแผ่นปูนบางส่วน

ผบ.ตร. ระบุว่า ขณะนี้มีการประชาสัมพันธ์ด้านการจราจร ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้สั่งการฝ่ายสอบสวนให้ดำเนินการตามกฎหมาย กับผู้ขับรถไฟและผู้ขับรถเมล์ ในฐานความผิดประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งความคืบหน้าทางคดีดำเนินไปมากพอสมควรแล้ว

เมื่อถูกถามถึงกรณีคนขับรถไฟยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่มีรายงานว่าคนขับรถเมล์เสียชีวิต รวมถึงมีการควบคุมตัวผู้คุมไม้กั้นหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าคนขับรถเมล์ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนขับรถไฟได้รับบาดเจ็บ โดยย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ห้ามรถเข้าใกล้ทางรถไฟในระยะ 5 เมตร รวมถึงประเด็นความเร็วของรถไฟ ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้กำชับให้ตรวจสอบระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถสาธารณะที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น

ทั้งนี้ ผบ.ตร. ระบุว่า จากภาพกล้องวงจรปิดเห็นได้ชัดว่ารถเมล์จอดคร่อมรางรถไฟ ซึ่งไม่ว่าจะมีรถไฟมาหรือไม่ หรือไม้กั้นจะปิดลงหรือไม่ ผู้ขับขี่ก็ควรเว้นระยะจากแนวรางตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านวินัยจราจร

เมื่อถูกถามย้ำว่า การที่รถเมล์จอดคร่อมรางเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า อาจไม่ใช่เพียงเรื่อง “หมิ่นเหม่” แต่การนำรถไปคร่อมบนรางรถไฟเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว เพราะสามารถคาดการณ์ถึงผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ไม้กั้น กับตำรวจจราจรในการเคลียร์เส้นทาง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้สั่งให้ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่คุมไม้กั้นได้มีการประสานแจ้งตำรวจหรือไม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รถไฟที่ทราบว่ากำลังจะเข้าสู่ทางร่วมทางแยก ได้แจ้งเตือนตำรวจจราจรหรือผู้ขับขี่ให้เคลื่อนย้ายรถและอพยพผู้โดยสารหรือไม่ โดยมองว่าหากมีการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที อาจลดความสูญเสียลงได้

ส่วนกรณีข้อสงสัยว่า พนักงานขับรถไฟควรมองเห็นรถที่จอดคร่อมรางในระยะประมาณ 500 เมตรหรือไม่ และเข้าข่ายประมาทหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องรอผลสอบสวนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ระยะทาง ความเร็ว และช่วงเวลา รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการแจ้งเตือนให้เคลื่อนรถออกจากรางหรือไม่ และมีการประสานงานกันอย่างไรเมื่อรถไฟใกล้ถึงจุดตัดทางรถไฟ

เมื่อถามว่า คนขับรถเมล์ถือว่ามีความผิดหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า เบื้องต้นมองว่าเข้าข่ายความประมาท เพราะการจอดคร่อมรางรถไฟเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตราย แม้ยังต้องรอการสอบสวนข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายให้ชัดเจน แต่จากภาพวงจรปิดเห็นชัดว่ารถเมล์จอดอยู่บนราง ขณะที่รถไฟก็วิ่งมาตามเส้นทางปกติ

สำหรับกระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่า หากรถเมล์ประมาทแล้ว เหตุใดรถไฟจึงไม่หยุด ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องยึดผลการสอบสวนเป็นหลัก โดยจะพิจารณาว่าพนักงานขับรถไฟได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอหรือไม่ ทั้งในเรื่องการชะลอรถ การได้รับสัญญาณเตือน และการรับรู้สภาพการจราจรบริเวณจุดตัด

ท้ายที่สุด ผบ.ตร. ฝากถึงประชาชนให้ใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงจอดรถใกล้แนวรางรถไฟ แม้ในช่วงการจราจรติดขัด พร้อมย้ำว่าทุกคนต้องมีวินัยจราจร และร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียลักษณะนี้ขึ้นอีก แม้จะยอมรับว่าอุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่เชื่อว่าสามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกฝังวินัย และความตระหนักด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน จากนั้นเวลา 21.40 นาที การรถไฟได้นำหัวรถจักรคันใหม่ มาเคลื่อนย้ายตู้ขนสินค้าต่อไป

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ