เป็นประจำทุกวันที่จะเห็นสภาพเหล่านี้บนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์ เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางการค้าในจังหวัดตาก เชื่อมต่อกับจังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมาร์
การขายของด้วยวิธีนี้คือเอกลักษณ์ของคนเมียนมาร์ที่ข้ามแดนมาที่อำเภอแม่สอด จนกลายเป็นภาพชินตา แม้ที่นี่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังเห็นผู้ค้าคนไทย เปิดกิจการใกล้ด่านพรหมแดนแม่สอด อย่างผู้ค้ารายนี้ เปิดกิจการมานานกว่า 20 ปี เธอบอกกับทีมข่าว PPTV ว่า การค้าขายยังมีสภาพไม่ต่างจากเมื่อก่อน แม้จะขับเคลื่อนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ผู้ค้าในพื้นที่และนักลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาหลายคนคาดหวังว่า จะทำให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตขึ้น เพราะที่นี่ถูกวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนปี 2558-2564 ให้ประกอบกิจการได้ทั้งหมด 13 อุตสาหกรรม 62 ประเภท จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนและแสดงความคิดเห็นจากหลายฝ่าย
ความคึกคักที่แนวชายแดน ทำให้จังหวัดตากมั่นใจว่าเมื่อเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะมีแรงงานชาวเมียนมาร์ เข้ามาเป็นแรงงานหลักในภาคอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด ยืนยันว่า รัฐบาลไทย ประกาศใช้ พรบ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 14 แล้ว จะทำให้แรงงานเมียนมาร์ สามารถมาทำงานแบบ มาเช้าเย็นกลับได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางและวีซ่า รอเพียงการลงนามจากรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งคาดว่า จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาร์
"จังหวัดตากกับเมวดีเมียนมาร์ เป็นซิสเตอซิตี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราได้เสริมสัมพันธ์มิติต่างๆนาๆ ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ไปมาหาสู่กันได้สะดวก เหมือนบ้านพี่เมืองน้อง" นายสมชัยฐ์ หทยตันย์ติ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าว
หากมองจากภาพมุมสูงที่ทีมข่าวบินสำรวจจะเห็นว่าที่นี่มีการก่อตัวของห้างสรรพสินค้า อาคารบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเห็นได้ชัด หลังมีการขับเคลื่อนนโยบายตามกรอบที่วางไว้
มีเพียงสภาพพื้นที่บางแห่งที่ยังเป็นข้อพิพาทกันระหว่างการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งพื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้ง ประมาณกว่า 2,000 ไร่นี้ ผู้ว่าจังหวัดตากเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดกว่า 8 แสนไร่โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะหาแนวทางดูแลผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด