แต่รู้หรือไม่ว่า.. การจุดประทัดและดอกไม้ไฟ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนเที่ยวงานลอยกระทงอย่างปลอดภัย ทีมนิวมีเดีย PPTV จึงนำข้อแนะนำจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการคุณภาพอากาศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้ชาว PPTV นำไปปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย
"ในขณะที่เราชื่นชมตื่นตากับพลุและดอกไม้ไฟ ก็อาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายจากอุบัติเหตุและเสียงดัง ขณะเดียวกันการเผาไหม้เชื้อเพลิงและสารเคมี จะทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและโลหะหนักบางชนิด ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน" รศ.ดร.วราวุธ เสือดี อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกถึงผลกระทบจากการจุดพลุและดอกไม้ไฟ
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการคุณภาพอากาศ อธิบายเพ่ิมเติมว่า พลุและดอกไม้ไฟมีส่วนประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เพราะในดินปืนล่วนมีส่วนผสมของกำมะถัน ดินประสิว และผงถ่าน เมื่อประกอบกับสารเคมีที่ทำให้เกิดสีและแสงจ้า เช่น โพแทสเซียมเปอร์คลอเรต ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโพตัสเซียมไนเตรต ทำให้ผลจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและสารเคมี เกิดเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กและโลหะหนักบางชนิด ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่จุดพลุและประชาชนบริเวณใกล้เคียง
ไม่เพียงเท่านั้น มลพิษทางเสียงจากการจุดพลุ ยังอาจทำให้สูญเสียการได้ยินชั่วคราวหรือหูอื้อชั่วขณะ แต่อาการนี้จะกลับคืนสู่ปกติในระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเราได้รับเสียงจากพลุบ่อยๆ และนานขึ้น ระยะเวลาที่จะกลับมาได้ยินอย่างปกติจะนานขึ้น จนกระทั่งไม่กลับมาและอาจสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรในที่สุด
ทั้งนี้ สำหรับข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันมลพิษจากพลุและดอกไม้ไฟ 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีควันฟุ้งและได้กลิ่นจากการเผาไหม้ดอกไม้ไฟ 2.ควรอุดหู หรือใช้มือปิดหู ขณะชมพลุที่จุดอย่างต่อเนื่อง และ 3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสพลุและดอกไม้ไฟโดยตรง เพราะอาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และเยื่อบุผิวหนังจากสารโพแทสเซียมไนเตรต และถ้ากลืนกินเข้าไปจะทำให้คลื่นไส้ ท้องเสีย และกล้ามเนื้ออ่อนแรง
นอกจากมลพิษทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังอุบัติเหตุจากการจุดพลุด้วย ซึ่งหากพลาดพลั้งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต โดยข้อมูลจากเครือข่ายเฝ้าระวังการบาดเจ็บแห่งชาติ ในโรงพยาบาล 33 แห่งทั่วประเทศ ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า ในช่วงปี 2553 - 2557 มีผู้บาดเจ็บจากพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ เข้ารักษาในห้องฉุกเฉินในช่วง 3 วันเฝ้าระวังช่วงเทศกาลลอยกระทง 227 ราย เสียชีวิต 2 ราย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 10 - 19 ปี โดยอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด คือ มือและข้อมือกว่า ร้อยละ 44 รองลงมาคือ ศรีษะ ร้อยละ 13
Content: ทีมนิวมีเดีย PPTV
PPTV Photo: พัฐอร พิจารณ์โสภณ