วิกฤตสงครามกลางเมืองในซีเรีย จะขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความพยายามของนานาชาติที่ต้องการให้ความตึงเครียดในพื้นที่ลดลง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีอาเหม็ต ดาวูโตกลู ของตุรกี แถลงว่า รัฐบาลตุรกีได้เปิดฉากยิงปืนใหญ่ถล่มกลุ่มหัวรุนแรงชาวเคิร์ด ทางภาคเหนือของซีเรีย ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายการโจมตีครั้งนี้ คือ ฐานทัพอากาศเมนาจ ซึ่งกลุ่มหัวรุนแรงชาวเคิร์ด (YPG) ยึดมาจากกลุ่มกบฏซีเรียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ นายดาวูโตกลูยังได้เรียกร้องให้กองกำลังชาวเคิร์ด ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะมีมาตรการตอบโต้
ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่ม YPG อยู่ โดยสหรัฐมองว่าการโจมตีครั้งนี้ จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งในซีเรียซับซ้อนมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ตุรกียุติการโจมตี และหันมามุ่งเน้นกวาดล้างกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เปิดเผยว่า ตุรกีกำลังพิจารณาจะส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในซีเรีย พร้อมกับกองทัพของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งขณะนี้ได้เคลื่อนกองทัพและเครื่องบินรบมาประจำการที่ฐานทัพอากาศในตุรกีแล้ว
ก่อนหน้านี้ บรรดาชาติมหาอำนาจได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ด้วยหวังจะยุติความรุนแรงในซีเรีย และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะที่สหรัฐและรัสเซียต่างเห็นพ้องกันว่า ยังไม่ควรส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในซีเรีย เพราะอาจทำให้สถานการณ์บานปลาย และอาจกลายเป็นสงครามโลกได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเห็นว่า หากกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในซีเรียไม่เป็นผล อาจจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง โดยอาจต้องใช้กำลังเพื่อให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ลงจากอำนาจ
ส่วนอีกหนึ่งความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้น และน่าจับตามองเช่นกัน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและนาโต ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) ของรัสเซีย กล่าวในที่ประชุมว่าด้วยความมั่นคง ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ว่า นาโตกำลังเริ่มเปิดฉากสงครามเย็นอีกครั้ง ด้วยการเพิ่มการซ้อมรบ และส่งทหารเข้าประจำการในประเทศเพื่อนบ้านที่รายล้อมรัสเซีย