พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดปากีสถาน และอิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองตุรกี ได้เดินทางร่วมคณะกับเจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อพบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งนำโดยโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาตึงเครียดในตะวันออกกลาง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อาจสั่งโจมตีอิหร่านระลอกใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ ยังเป็นการพบกันในระดับสูงครั้งแรกระหว่างอิหร่านและซาอุฯ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยกระดับการโจมตีใส่เป้าหมายในซาอุฯ เมื่อเดือนที่ผ่านมา
กระทรวงต่างประเทศซาอุฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การเยือนกรุงเตหะรานของเจ้าชายคาลิดและผู้แทนกลุ่มประเทศข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง ส่งเสริมการเจรจาและแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูต และสนับสนุนกระบวนการไกล่เกลี่ยที่นำโดยกาตาร์และปากีสถาน
โดยซาอุฯ มุ่งหวังที่จะเห็นการมีส่วนร่วมเชิงบวกและเป็นรูปธรรมจากทุกฝ่าย พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดช่องทางเจรจา เพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่การสู้รบ และปูทางสู่ข้อตกลงยุติวิกฤตเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน
ด้านอิสมาเอล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนการประชุมว่า อิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่าความมั่นคงในภูมิภาคจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยเจตจำนงและความร่วมมือด้านความมั่นคงของประเทศภายในภูมิภาคเองเท่านั้น
ขณะที่โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน กล่าวภายหลังการประชุมว่า การเจรจาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าคำขู่ของสหรัฐฯ แทบไม่มีผลกระทบต่อวิถีทางการทูตในภูมิภาค โดยการหารือสะท้อนถึงบรรยากาศใหม่ที่เป็นไปในเชิงบวก และทั้ง 4 ประเทศก็เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดจะช่วยคลี่คลายปัญหาในภูมิภาคได้
การเยือนอิหร่านของเจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน พระอนุชาของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและผู้นำซาอุฯ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้สังเกตการณ์ เนื่องจากซาอุฯ และอิหร่านเป็นมหาอำนาจต่างนิกายที่เป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์กันมานานหลายทศวรรษ
อีกด้านหนึ่ง รัฐสภาอียิปต์ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 เห็นชอบให้รัฐบาลส่งกำลังสนับสนุนทางทหารไปยังซาอุดีอาระเบียได้ เพื่อช่วยปกป้องซาอุฯ จากการโจมตีโดยกลุ่มฮูตีในเยเมน ตามคำร้องขอของประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี
ก่อนหน้านี้ รัฐสภาอียิปต์ ซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีอัล-ซีซี ได้จัดประชุมลับที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักถึง 3 ครั้งเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว และได้เลื่อนการลงมติออกไปถึง 2 ครั้ง
อียิปต์ถือเป็นประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอาหรับ โดยมีกำลังพลพร้อมปฏิบัติการหลายแสนนาย เครื่องบินขับไล่ และระบบป้องกันภัยทางอากาศอันซับซ้อนที่จัดซื้อมาจากหลากหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส และรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในทันทีว่าการสนับสนุนด้านการป้องกันประเทศในครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด แต่ประธานาธิบดีอัล-ซีซีกล่าวเมื่อวันพุธที่แล้วว่า การสนับสนุนของอียิปต์มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องดินแดนของซาอุฯ เท่านั้น และไม่รวมถึงการโจมตีเข้าไปในเยเมน