สำนักข่าว เดอะ ไทมส์ ออฟ อิสราเอล รายงานโดยอ้างการให้สัมภาษณ์จากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาติตะวันออกกลาง ที่เปิดเผยว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบียกำลังถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังการเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านตั้งแต่สิ้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ความขัดแย้งจากการทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้มีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกา พิจารณาถอนกำลังทหารออกจากซาอุดีอาระเบีย
โดยในช่วงแรกของการสู้รบสหรัฐอเมริกาได้ขออนุญาตรัฐบาลริยาดใช้ฐานทัพในประเทศสำหรับปฏิบัติการ "โปรเจกต์ ฟรีดอม" เพื่อยุติการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน และคุ้มครองเรือที่สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว
แต่มีรายงานจากสำนักข่าวเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธ ทำให้สหรัฐอเมริกา ต้องล้มเลิกภารกิจนี้ แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะชี้แจงว่าปฏิบัติการ "โปรเจกต์ ฟรีดอม" ถูกยกเลิกไปเพราะการเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าในทิศทางที่ดี
สำนักข่าวเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ยังอ้างว่ารัฐบาลของประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ระงับการจัดส่งขีปนาวุธเติมระบบป้องกันภัยทางอากาศให้กับซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องรับมือการโจมตีจากอิหร่าน เนื่องจากไม่พอใจที่คำขอถูกปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ผ่อนคลายท่าทีดังกล่าว และ ปฏิบัติการ "โปรเจกต์ ฟรีดอม" สามารถกลับมาดำเนินการต่อได้อย่างลับๆ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าการปรับปรุงความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียให้กลับมาใกล้ชิดกันเหมือนเดิมอาจไม่สามารถทำได้โดยง่าย ซึ่งสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาปรับลดกำลังทหารในซาอุดีอาระเบีย
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังกังวลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ใช้มาตรการทางทหารตอบโต้อิหร่านอย่างต่อเนื่อง จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วภูมิภาคมีความเสี่ยงเพิ่มเติมที่จะถูกโจมตีต่อไป
โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียต้องการเห็นสหรัฐอเมริกา กดดันยูเออี ยุติการโจมตีอิหร่านและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามด้านการทูตเพื่อยุติสงคราม