อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ จะครบ 12 ปีเต็มที่ นายสมชาย นีละไพจิต หายตัวไป โดยปรากฎชัดว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ นำตัวขึ้นรถและไม่กลับมาอีก แม้ล่าสุดคดีจะถึงที่สุด โดยที่ไม่มีต้องรับผิด แต่นี่อาจจะไม่ใช่บทลงเอยของเรื่องนี้ก็ได้ เมื่อในวันนี้ (11 มี.ค. 2559) นักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก ที่ติดตามคดีมาอย่างต่อเนื่อง มีข้อแนะต่อรัฐบาลบางประการ ที่อาจจะสามารถเรียกความเชื่อมั่น และคืนความเป็นธรรมให้กับผู้สูญเสียได้
แม้การร้องขอความเป็นธรรมตลอด 12 ปี จะลงเอยด้วยความบอบช้ำ แต่ทั้งแววตาและวาจาของ นางอังคณา นีละไพจิต ภรรยาของนายสมชาย ยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อหน้าผู้แทนองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ที่มารวมตัวกันในวันนี้ว่าแท้จริงแล้ว “ความหวัง” ของเธออาจกำลังเริ่มต้น
นอกจากคดีที่ศาลฎีกายกฟ้องให้จำเลยที่เป็นนายตำรวจ 5 คน ไม่มีความผิดฐานกักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำให้ทนายสมชายสูญเสียเสรีภาพ นางอังคณา ได้เปิดเผยว่า ยังมีอีก 1 คดี ที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ตั้งแต่ 11 ปีแล้ว คดีนี้แม้จะมีหลักฐานที่สมบูรณ์กว่า แต่ก็ไม่สามารถแจ้งข้อหา กับกลุ่มจำเลยในฐานที่หนักกว่าเดิมได้ เพราะเวลานี้ประเทศไทยยังไม่ยอมปรับปรุงกฎหมาย ให้การอุ้มหายเป็นอาชกรรมร้ายแรง เฉกเช่นการฆาตกรรม ตามพันธะผูกพันธ์ที่เคยลงนามในอนุสัญญา ว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหายกับสหประชาชาติไว้
ทั้งนี้ ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ พบว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีบุคคลถูกอุ้มหายในไทยถึง 82 กรณี โดยกรณีทนายสมชายเป็นเพียงกรณีเดียว ที่คดีสามารถนำขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดต้องยุติในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะไม่สามารถหลักฐานและศพ ที่จะแจ้งข้อหาฆาตกรรมได้ตามเงื่อนไขของกฎหมายไทย
นางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” ผู้นำกลุ่มกะเหรี่ยงที่หายตัว หลังเป็นแกนนำต่อสู้ให้ดำเนินดคี กับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมละเมิดสิทธิ์ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกันในทางคดี เธอและลูก ระบุว่าหากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ นางอังคณาและองค์กรด้านสิทธิ์ทั่วโลกพูดในวันนี้ เธอและครอบครัวก็อาจจะไม่ใช้ผู้สูญเสียรายสุดท้าย และเจ้าหน้าที่รัฐก็อาจจะไม่เลิกใช้วิธีนี้
ข้อมูลเหยื่อผู้สูญหายจากการถูกอุ้มกว่า 82 รายของไทย ระบุว่าเกือบทั้งหมดมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคู่กรณี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลสูญหาย เป็นร่างกฎหมายที่ยอมรับการอุ้มหายเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจัดทำไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่การนำเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาให้มีผลบังคับใช้ นับเป็นความท้าทายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เคยมีสถานะเป็นกรณีกับสูญเสียเหล่านี้