"สมชาย" รับเป็นญาติ "อัษฎางค์ แสวงการ" พยานปากสำคัญคดีฮั้ว สว. แต่ไม่ได้คุยกัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"สมชาย" รับเป็นญาติ "อัษฎางค์ แสวงการ" พยานปากสำคัญคดีฮั้ว สว. แต่ไม่ได้คุยกัน ชี้เป็นเรื่องปกติปม กกต. เสียงข้างน้อยออกมาเคลื่อนไหว

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยถึงความสัมพันธ์กับ "นายอัษฎางค์ แสวงการ" ซึ่งมีชื่อเกี่ยวข้องเป็นพยานในคดีฮั้ว สว. ในรหัสที่ 21/26 โดย นายสมชาย ยืนยันว่ารู้จักกันในฐานะญาติ เนื่องจากใช้นามสกุลเดียวกันและเป็นญาติที่มาจากรุ่นบิดา แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะพี่น้องที่สนิท โดยบิดาของ นายอัษฎางค์ เสียชีวิตแล้ว และตนเคยไปร่วมงานศพจึงรู้จักกันในฐานะญาติ

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา รายการเข้มข่าวค่ำ
นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

นายสมชาย กล่าวว่า ตั้งแต่นายอัษฎางค์เข้ามาเป็น สว. ก็ไม่ได้พูดคุยกัน และไม่เคยพูดคุย หรือปรึกษากันเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับพยานทั้ง 3 คน ในคดีดังกล่าว โดยเรื่องราวเกี่ยวกับพยานต่าง ๆ ที่ทราบมาจากสื่อเท่านั้น

ส่วนกรณีมติของ กกต. คดีฮั้ว สว. ที่ออกมา นายสมชาย ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ใช้มาตรฐานในการพิจารณาที่ต่ำกว่าหลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญมาตรา 225 และ 226 ที่กำหนดอำนาจ กกต. ก่อนและหลังการประกาศผลเลือกตั้ง ซึ่งหลังประกาศผลแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัย

นายสมชาย ยังตั้งคำถามถึงการพิจารณาสำนวนอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะที่ กกต. ตั้งขึ้นเอง และมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเวลาหลายเดือน โดยสำนวนมีหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูล Cell Site รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับโพยคะแนน การจัดเลี้ยง การเดินทาง และการประชุมของกลุ่มผู้สมัคร สำนวนดังกล่าวมีจำนวนกว่า 8,000 หน้า จึงต้องตอบให้ชัดว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาพิจารณาในมติ กกต. มากน้อยเพียงใด

นายสมชาย กล่าวว่า สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือ หากต้องการตรวจสอบขบวนการฮั้ว สว. ทั้งระบบ การตรวจสอบเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะอาจทำให้เห็นความเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้สมัคร ผู้สนับสนุน ไปจนถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ขณะที่มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน ส่ง สว. เพียง 26 คน และผู้เกี่ยวข้องอีก 51 คนไปยังศาลฎีกา ซึ่งแตกต่างจากความเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อยที่เห็นว่าควรส่งผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากกว่านั้นไปให้ศาลพิจารณา

ส่วนการออกมาเคลื่อนไหวของ กกต. เสียงข้างน้อย นายสมชาย กล่าวว่า การออกมาให้ข้อมูลภายหลังการแถลงมติถือเป็นการทำหน้าที่ปกติ เพราะการลงมติของ กกต. ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ และเสียงข้างน้อยย่อมมีสิทธิอธิบายเหตุผลของตนต่อสังคม โดยเฉพาะประเด็นที่เห็นว่าควรนำหลักฐานและเส้นทางการเงินมาพิจารณา
ส่วนการเคลื่อนไหวของ กกต. เสียงข้างน้อยอาจเกิดจากความกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเป็นกระบวนการตามหน้าที่ของกรรมการ และ กกต. เสียงข้างน้อยมีสิทธิอธิบายเหตุผลของการลงมติได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ