ผู้บุกเบิกไวน์คนแรกในเมียนมาร์ คือ 2 ผู้ผลิตไวน์ชาวเยอรมัน ที่ผันตัวจากผู้ค้าข้าวมาปลูกองุ่น โดยเริ่มลงทุนปลูกองุ่น 4,000 ต้น ที่รัฐกะเรนนี (Karenni state) ซึ่งเป็นพันธุ์องุ่นที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปทำไร่องุ่นที่รัฐฉาน
หลายคนอาจจะสงสัยว่า เมียนมาร์ซึ่งเป็นประเทศเขตร้อน จะเหมาะกับการปลูกองุ่นหรือไม่ จริงๆก็คล้ายกับที่ประเทศไทยเราก็สามารถปลูกองุ่นได้ แต่ก็จะปลูกได้แค่พื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยเท่านั้น อย่างที่รัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางภาคตะวันออก มีอุณหภูมิพอเหมาะมากกว่าพื้นที่อื่นๆของประเทศ เนื่องจากอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร และมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม การปลูกองุ่นในประเทศที่เป็นเมืองร้อน ก็มีปัญหาจุกจิกกวนใจ โดยเฉพาะเรื่องสภาพอากาศ เนื่องจากในช่วงหน้าฝน ระหว่างเดือน มิ.ย. ถึงเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่องุ่นออกผลมากที่สุด จะมีปัญหาเรื่องเชื้อรา ทำให้มีองุ่นไม่กี่สายพันธุ์ที่จะนำมาปลูกในสภาพอากาศดังกล่าวได้
ที่คุณผู้ชมเห็นอยู่นี้ คือ ไร่องุ่นขนาด 20 เอเคอร์ ในรัฐฉาน ที่นี่เน้นปลูกองุ่นแดงเป็นหลัก มีทั้ง กาแบค์เนต์โซวิญง (Cabernet Sauvignon) เทมปรานิลโย และโซวีญง บล็อง แต่ผู้ผลิตไวน์ก็ตั้งเป้าจะปลูกองุ่นขาวมากขึ้น และพัฒนาให้มีคุณภาพพอๆกับองุ่นแดง เพื่อให้แต่ละปี มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้มากกว่า 1,000,000 ขวด ซึ่งมากพอที่จะส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนได้
ส่วนเรื่องความต้องการของตลาด ไวน์ส่วนใหญ่ที่ผลิตได้ ยังเน้นส่งไปขายตามภัตตาคารใหญ่ๆ โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากชาวเมียนมาร์ยังไม่นิยมดื่มไวน์เท่าชาวตะวันตก หรือหากเป็นคนในท้องถิ่นก็มักจะเป็นพวกชนชั้นกลาง และนักธุรกิจที่ร่ำรวย ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จึงยังเป็นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งคนที่เคยลิ้มลองไวน์จากเมียนมาร์ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติดี ไม่แพ้ไวน์จากประเทศอื่นๆ
จากสถิติ คนฝรั่งเศสดื่มไวน์เฉลี่ย 35 แก้ว ต่อคน ต่อปี ขณะที่คนเยอรมันดื่มไวน์เฉลี่ย 18 แก้ว ต่อคน ต่อปี ส่วนชาวเมียนมาร์ ยังถือว่าดื่มน้อย คิดเป็น 1 ใน 10 ส่วนของขวด ต่อคน ต่อปี เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตไวน์เชื่อว่าการที่เมียนมาร์เริ่มเปิดประเทศ อาจทำให้คนในท้องถิ่นเริ่มหันมาบริโภคไวน์ และอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการผลิตและส่งออกไวน์มากขึ้น