เรื่องเล่าจากวิถีชีวิตสู่วัฒนธรรมการกินในปัจจุบัน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ณ ทวีปยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ช่วงเวลาที่อากาศหนาว ผู้คนต้องกินอาหารที่ให้พลังงานสูง ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ ชีส และขนมปังหนัก ๆ ในยุคนั้น ไวน์ไม่ใช่เครื่องดื่มแฟชั่น แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแทบทุกมื้ออาหาร
ชาวฝรั่งเศส ชาวอิตาเลียน หรือชาวสเปน มักปลูกองุ่นใกล้บ้าน ทำไวน์ดื่มเอง และกินกับวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น แถบที่เลี้ยงวัวเยอะ ก็มีอาหารเนื้อเข้มข้น และบังเอิญว่า… ไวน์แดงที่ทำจากองุ่นเปลือกเข้ม ก็เข้ากับอาหารเหล่านั้นได้ดีแบบน่าประหลาด
ไวน์แดงมีสิ่งที่เรียกว่า “แทนนิน” ฟีลเหมือนความฝาดเบา ๆ ที่ติดอยู่ในปากเวลาเราดื่มชาเข้ม ๆ หรือกาแฟดำ เมื่อดื่มไวน์ แทนนินไปเจอกับไขมันจากเนื้อวัวหรือสเต๊ก มันจะช่วยตัดความเลี่ยน ทำให้รสชาติบาลานซ์ขึ้นทันที เหมือนเวลาที่เรากินหมูกรอบแล้วจิบชาร้อนตามหรือกินของทอดแล้วอยากได้อะไรเปรี้ยว ๆ มาตัดรส
ผู้คนสมัยก่อนอาจไม่ได้อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ แต่อธิบายด้วย “ลิ้นของมนุษย์” ลิ้นของเรามัน “จดจำ” ได้ว่าแบบไหนอร่อยกว่า
แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นวัฒนธรรม
แต่ความจริงคือ… โลกปัจจุบันไม่ได้ตายตัวแบบนั้นอีกแล้ว
ทุกวันนี้มีเชฟจำนวนมากเริ่มจับไวน์แดงไปคู่กับปลา โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอนหรือทูน่า บางคนดื่ม Pinot Noir คู่กับราเมง บางคนเอาไวน์แดงไปกินกับอาหารไทยอย่างเนื้อย่างจิ้มแจ่ว หรือแม้แต่กะเพราเนื้อไข่ดาว และมันก็อร่อยแบบไม่น่าเชื่อ
เพราะสุดท้ายแล้ว หัวใจของการจับคู่ไวน์ ไม่ได้อยู่ที่ “สี” ของอาหาร แต่อยู่ที่ “น้ำหนัก” และ “อารมณ์” ของรสชาติ
และบางที…ไวน์แดงอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อดื่มกับเนื้อเท่านั้น แต่มันเกิดมาเพื่อดื่มกับ “ช่วงเวลาที่ดี” มากกว่า
เขียนโดย จอมโหดกระทะเหล็ก I ขอบคุณภาพประกอบจากร้าน Bodegas Wine