วันนี้ (20 เม.ย. 59) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ก่อนหน้านี้เกรตแบร์ริเออร์รีฟของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวปะการังขนาดใหญ่ได้เผชิญกับปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งเลวร้ายที่สุดเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเป็นผลมาจากเอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้น จนทำให้พื้นที่ชายฝั่งทางเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ถูกปิดยาว 1 พันกิโลเมตร จากกว่า 2 พันกิโลเมตร
ล่าสุด ศาสตราจารย์ เทอร์รี่ ฮิวจ์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานแก้ไขวิกฤตปะการังฟอกขาวแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการสำรวจทางอากาศกว่า 900 คนและทีมนักดำน้ำได้ตรวจพื้นที่บริเวณเกรตแบร์ริเออร์รีฟพบว่า มีเพียงร้อยละ 7 ของพื้นที่เท่านั้นที่ไม่มีปะการังฟอกขาว ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ในปี 1998 และ 2002
ซึ่งสถานการณ์การฟอกขาวของปะการังในสองครั้งแรก ส่งผลให้เหลือปะการังที่ไม่ฟอกขาวอยู่ที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ทั้งนี้เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวเริ่มเกิดบ่อยขึ้นในทุก 5 ถึง 10 ปี ซึ่งหากไม่มีการฟื้นฟูปะการังที่เพียงพอ รวมถึงไม่ดำเนินการแก้ไขสภาวะโลกร้อนจะทำให้ปะการังเกิดการเสื่อมโทรมมากขึ้น
สำหรับเกรตแบร์ริเออร์รีฟได้สร้างร้ายได้จากการท่องเที่ยวราว 5 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี และมีการจ้างงานกว่า 7 หมื่นคน รวมถึงก่อนหน้านี้กระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียระบุว่า รัฐบาลได้ลงทุนราว 2 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อปกป้องแนวปะการังในช่วงทศวรรษหน้าอีกด้วย