นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังคงมีอุณหภูมิสูง ทำให้อากาศร้อนต่อเนื่อง ถึงร้อนจัดในหลายจังหวัดช่วงอากาศร้อนจัดแบบนี้ บางพื้นที่อาจมีอุหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ต่อเนื่อง อาจเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตเนื่องจากภาวะอากาศร้อนได้
โดยเฉพาะฮีทสโตรก (Heat stroke) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้ จากผลของสภาพอากาศที่ร้อน จะมีอาการพบได้ตั้งแต่ปวดศีรษะ หน้ามืด เพ้อ ชักไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้
สำหรับสถิติในปี 2558 ที่ผ่านมา พบการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อน จำนวน 56 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 33 ที่สำคัญพบว่ากิจกรรมก่อนเสียชีวิตส่วนใหญ่ทำงานหรือทำกิจกรรมท่ามกลางอากาศที่ร้อน ร้อยละ 33 รองลงมาคือดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 16
ล่าสุดในปี 2559 นี้ จากการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-17 เม.ย 2559 มีผู้ป่วยจากการเฝ้าระวังที่สงสัยเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน 21 ราย แยกเป็นเพศชาย 20ราย หญิง 1 ราย อายุเฉลี่ย 51 ปี (ช่วงอายุ 29-72 ปี) โดยพบการเสียชีวิตนอกบ้านตามสถานที่สาธารณะ 13 ราย ในรถ 2 ราย วัด 1 ราย และภายในบ้าน 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาชีพรับจ้าง ส่วนพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มสุราช่วงอากาศร้อน และผู้มีโรคประจำตัว
สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงกว่าคนทั่วไปมี 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น ออกกำลังกาย 2.เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบและผู้สูงอายุ 3.ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง 4.คนอ้วน 5.ผู้ที่อดนอน และ 6.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทั้งนี้ นพ.อำนวย แนะนำว่า ประชาชนควรดูแลสุขภาพตนเอง คือ สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายความร้อนได้ดี ควรอยู่ภายในบ้านหรือในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ลดหรือเลี่ยงทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงกลางแจ้งนานๆ สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง ควรดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อชดเชยการเสียน้ำในร่างกายจากเหงื่อออก หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และอย่าทิ้งเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดไว้กลางแจ้ง เนื่องจากอุณหภูมิภายในรถจะสูงกว่าภายนอก ส่วนผู้ที่ออกกำลังกาย ควรเลือกในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก