ปัจจุบันแม้สังคมไทยจะเปิดกว้างและยอมรับเพศที่สามมากขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าหลายคนกว่าจะทำใจบอกเล่าเรื่องราว กับพ่อแม่และครอบครัวอย่างเป็นทางการได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถก้าวข้ามไปได้โดยง่าย
“รุ้งสีเทา” มินิซีรี่ย์วายที่กำลังท็อปฮิตติดลมบนอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นหนึ่งในกระจกสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้เป็นอย่างดี หลังพระเอกและนายเอกสารภาพกับพ่อและแม่ ซึ่งบังเอิญล่วงรู้ความสนิทสนมที่เกินกว่าคำว่าเพื่อน ทำให้บรรยากาศภายในบ้านกลายเป็นสีเทาอึมครึม แต่ก็เป็นเวลาเพียงไม่นานที่พ่อและแม่ทำใจยอมรับได้ จนในที่สุดบรรยากาศความสดใสก็กลับมาสู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง
ทีมนิวมีเดีย PPTV มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นข้างต้น กับ วิทยา แสงอรุณ หรือ “ยอด” คอลัมนิสต์ผู้มากประสบการณ์ และ พัฒนฉัตร มนต์คาถา หรือ “ปูเป้” คู่รักเพศเดียวกันที่ครองคู่ย่างเข้าสู่ปีที่ 7 ปี แต่ความสวีทหวานไม่จืดจางไปตามกาลเวลา
ทั้งสองแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็น การเปิดเผยตัวตนกับครอบครัว ของบุคคลเพศที่สามอย่างน่าสนใจ เริ่มจาก ยอด ที่มองว่า การที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนในครอบครัว จะมองว่าการเป็นเพศที่สามเป็นที่น่าตกใจ และอาจจะยอมรับไม่ได้ในระยะแรกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่หลังจากรับรู้แล้วว่าลูกหลานของตนเองไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ไม่ใช่คนที่จะเติบโตขึ้นไปแต่งงานมีครอบครัวมีลูกตามปกติ
ตรงนี้ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่และคนในครอบครัว ที่จะต้องหาจุดกึ่งกลางร่วมกันให้ได้ หากยังแคร์คำพูดหรือสายตาสังคมรอบข้าง สุดท้ายลูกของคุณจะมีความสุข แน่นอนว่าพ่อและแม่ทุกคน ย่อมคาดหวังว่าให้ลูกเป็นคนดี และเป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ถามว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเป็นเพศที่สามหรือไม่
“เริ่มแรกหากพ่อแม่ยังรับไม่ได้ก็ไม่ผิด เพราะเขายังอยู่บนบรรทัดฐานของสังคมแบบเก่า แต่จริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้มันบังคับกันไม่ได้ เมื่อลูกมาบอกว่าเป็นตุ๊ด เกย์ ทอม หรือดี้ พ่อแม่ไม่ต้องไปนั่งหาสาเหตุ ว่าชาติที่แล้วลูกของตัวเองไปทำอะไรมา หรือเลี้ยงลูกผิด เลี้ยงลูกไม่ดีหรือเปล่า เพราะมันไม่เกี่ยวกัน”
เช่นเดียวกับ ปูเป้ ที่เข้าใจว่าในระยะแรก ผู้เป็นพ่อและแม่คงตกใจไม่น้อย หากลูกเดินเข้าไปบอกว่าเป็นเพศที่สาม แต่ถามว่าในท้ายที่สุดพ่อและแม่ ก็ต้องยอมรับในตัวลูกได้อยู่แล้ว แต่เพราะว่าส่วนใหญ่ยังคงแคร์คำพูดของคนข้างบ้าน ว่าการมีลูกแบบนี้จะไปได้สักกี่น้ำ ดังนั้น ในเมื่อสังคมยังคงมองแบบนี้อยู่ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องประพฤติปฏิบัติตนในเป็นคนดี ให้เป็นคนเก่งและเป็นที่ยอมรับของสังคม
“พี่มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่เมื่อก่อนชอบล้อพี่มากว่าเป็นตุ๊ด พอโตมาแล้วมีครอบครัวก็มาปรึกษาว่ากลัวลูกจะเป็นตุ๊ด เพราะสมัยก่อนล้อเลียนพี่ไว้เยอะมาก ถึงขั้นโยงไปถึงเรื่องบาปกรรมซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน แต่สมมติว่าท้ายที่สุดแล้วลูกของเพื่อนคนนี้ เกิดเป็นเพศที่สามขึ้นมาจริงๆ พี่ก็แนะนำเพื่อนว่าอย่าไปมัวคิดว่าเป็นบาปกรรม แต่ให้เริ่มปลูกฝังและเลี้ยงดูลูกให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อที่เวลาเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะได้เป็นคนดี”
ยอด ย้ำว่า คนเป็นลูกอยู่ดีๆ จะไปเปลี่ยนความคิดพ่อแม่ทันทีไม่ได้ เพราะเราต้องเข้าใจว่าเขาถูกหล่อหลอมมาในทิศทางแบบนี้ การจะบอกว่าเธอต้องยอมรับในตัวฉันสิ ต้องมองให้ดีว่าเราจะเอาอะไรไปให้เขายอมรับ เวลาพ่อแม่เค้าดูเค้าก็เป็นห่วงเพราะว่าลูกไม่ได้ใช้ชีวิตตามครรลองแบบคิดไว้ ฉะนั้นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในเส้นในกรอบเค้าก็กังวลเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะเดียวกันคนเป็นพ่อแม่ก็ต้องเปิดกว้าง ว่าลูกของเราคนที่คิดว่าเค้าจะเติบโตไปแต่งงานมีครอบครัวอาจไม่เป็นเช่นนั้น
กรณีของซีรี่ย์รุ้งสีเทาที่กำลังเข้มข้นอยู่ในขณะนี้ ส่วนตัวพี่มองว่าก่อนที่เขาสองคนจะตัดสินใจเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ครอบครัวรู้ ทั้งสองคนควรสร้างความมั่นใจและความมั่นคงในความสัมพันธ์ของพวกเขาก่อน หลังจากนั้นก็หาสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ เพื่อให้เขามองข้ามจุดที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับหลากหลายครอบครัว ว่าผลสุดท้ายทำไมลูกที่เป็นเพศที่สาม ถึงเรียนเก่งและสุดท้ายดูแลพ่อแม่ได้
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราต้องทำให้พ่อแม่เห็น เพราะพ่อแม่ยังไม่เข้าใจเนื่องจากมาจากยุคเดิม ดังนั้นเราก็ต้องแสดงให้เขาเห็นในสิ่งดีๆ แล้วพ่อแม่ก็จะมีความภาคภูมิใจในตัวเรา คำถามอยู่ที่ว่าตัวลูกจะทำอย่างไร ให้พ่อแม่หายความกังวล จะคบกับแฟนแบบฉาบฉวย จะไม่ช่วยกันทำมาหากิน สิ่งต่างเหล่านี้ในเมื่อรู้ว่ามันไม่ดี ไม่สามารถทำให้พ่อแม่มั่นใจได้ก็ทิ้งมันสิ จากประสบการณ์ของตัวเอง คือต้องรีบทำมาหากินให้เร็วที่สุด แล้วไปดูแลช่วยเหลือพ่อแม่ได้ เมื่อไหร่ที่ทำได้นั่นแหละพาวเวอร์จะมาอยู่ในมือเรา”
กว่าจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรค์จากครอบครัวและสังคม ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากแล้ว แต่การครองรักให้ตลอดรอดฝั่งยิ่งยากกว่า โดยเฉพาะความรักของคนเพศเดียวกัน ที่คนส่วนใหญ่มักตีตราว่าไม่จีรังยั่งยืน ต่อประเด็นนี้ ทั้ง ยอด และ ปูเป้ บอกว่า
“เนื่องจากความรักแบบเพศเดียวกันมักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคม หลายประเทศรวมทั้งไทยยังไม่ได้มีกฎหมายสนับสนุน เมื่อคู่รักเพศเดียวกันไปกินข้าวจับมือกันกลางที่สาธารณะ ก็จะโดนนินทาทำให้เกิดเป็นความไม่มั่นคงในชีวิตรัก เมื่อเก็บสะสมพลังงานลบมากเข้า ก็มาบอกตัวเองว่าไม่เวิร์ก เพราะมีแรงเสียทานจากสังคมอยู่ตลอดเวลา”
ปูเป้ เล่าว่า อย่างตัวเขาเองตอนนี้ไม่มีพ่อแม่แล้ว ในขณะที่ญาติพี่น้องก็อยู่ไกลกัน ถามเวลาที่ไม่สบายขึ้นมาใครจะเป็นคนเซ็นอนุมัติการรักษา จึงอยากให้สังคมมองถึงสิทธิความเท่าเทียมกันของมนุษย์ อย่าแบ่งแยกว่าใครเป็นเพศอะไร หากทำได้สังคมไทยจะน่าอยู่มากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาของคู่รักเพศเดียวกันให้น้อยลงด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยด้านสังคมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่ยั่งยืนในความสัมพันธ์ แต่พวกเขามองว่าท้ายที่สุดการจะครองได้ยาวนานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนสองคนเป็นหลักว่าทั้งสองฝ่าย มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากน้อยแค่ไหน..