ตลอดเกือบ 1 เดือนที่ผ่าน นับจากที่นายเด่น คำแหล้ หายตัวไป แม้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน จะช่วยกันติดตามแกะรอยเก็บหลักฐาน แต่ในทางกฎหมาย ก็ยังไม่สามารถแจ้งข้อหาหรือดำเนินการกับใคนได้ เพราะยังไม่พบความเชื่อมโยงว่า นี่คือการทำร้ายร่างรายหรืออุ้มฆ่า
ย้อนกลับมาดูในรายละเอียด นายเด่น คำแหล้ หายตัวไประหว่างเดินทางไปเก็บหน่อไม้ป่าขาย บริเวณสถานที่ประจำ คือ ป่าโคกยาว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เมื่อวันที่ 16 เมษายน นับจากนั้นตลอดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 26 เมษยน ชาวบ้านก็ประสานกู้ภัย นักประดาน้ำ ออกตามบริเวณจุดต้องสงสัยต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยมีตำรวจเข้าร่วมในวันที่ 17 เมษายน จนมาพบหลักฐานสำคัญ เป็นร่องรอยลากของหนักลงจากเชิงเขา และปลอกกระสุขปืนลูกซองสีแดง ในวันที่ 22 เมษายน และท่อนไม้ใหญ่ที่สงสัยว่า อาจจะใช้แบกคน ในวันที่ 26 เมษายน
จนถึงวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตำรวจสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัยเพิ่มเติมอีกครั้ง และได้พบกับกองขี้เถ้าต้องสงสัยว่ามีกระดูกของสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่ แต่หลักฐานเพียงเท่านี้ก็ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า นายเด่นถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกอุ้มหายตามข้อสงสัยที่เกิดขึ้น
นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานกรรมการสิทธิพลเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนที่รับเรื่องร้องเรียนจากภรรยาและทีมค้นหานายเด่น คำแหล้ ในวันนี้ เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายเด่น น่าจะเข้าข่ายการอุ้มหาย
เนื่องจากที่ผ่านมา นายเด่นไม่มีประวัติขัดแย้งเรื่องใด นอกจากมีบทบาทเป็นแกนนำเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน หลังหมู่บ้านของพวกเขามีที่ตั้งทับซ้อนกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวและคาบเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติภูซำผักหนาม ซึ่งได้พยายามนำเสนอแนวคิดโฉนดชุมชนหรือการถือกรรมสิทธิ์รวมหมู่ แทนการบังคับให้ชาวบ้านย้ายออก จึงเป็นคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง
ส่วนคดีลักษณะนี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดติดขัด เพราะไม่สามารถแจ้งข้อหากับใครได้ เพราะไทยยังไม่ปรับปรุงกฎหมายให้รองรับการฆาตกรรมแบบไม่พบศพ ทั้งที่เคยลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันการอุ้มหายกับสหประชาชาติไว้แล้ว
ส่วนความคืบหน้าทางคดี ตำรวจในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายเด่นว่า เป็นการอุ้มฆ่า และเวลานี้ก็อยู่ระหว่างหาเบาะแสเพิ่มเติม