แม้ขณะนี้กำลังเข้าสู่กลางปี 2559 ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ แต่การจะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง เนื่องจากในประกาศดังกล่าวย้ำว่า ในช่วงต้นฤดูกาลการกระจายของฝนจะไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับแบบจำลองหลายโมเดล ที่ระบุตรงกันว่าปรากฎการณ์ลานญ่าซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณฝน จะเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์โดยน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝนในเดือน ต.ค.
ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)
ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2559 ทุกคนคาดหวังว่าอิทธิพลจากปรากฎการณ์ลานีญ่า จะเข้ามาช่วยให้ประเทศไทยฝนตกมากขึ้น แต่ข้อมูลจากแบบจำลองหลายโมเดล ชี้ตรงกันว่าปีนี้ลานีญาจะไม่เกิดขึ้นเร็ว อย่างที่คาดการณ์ไว้ในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. แต่จะขยับเลยไปจนถึงปลายฤดูฝนในช่วงเดือน ต.ค. และเมื่อประกอบกับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ที่อ่อนกำลัง จึงไม่สามารถดันลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นด้านบน ขณะนี้ฝนจึงตกหนักเพียงในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางฝนตกน้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วในฤดูฝนพื้นที่เหล่านี้ควรจะต้องเจอกับฝนที่ตกหนัก
“สองปีที่ผ่านมา ในปี 2557-2558 ประเทศไทย เจอกับอิทธิพลเอลนีโญ่ทำให้ปริมาณฝนในประเทศน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในปี 2558 ที่เราเจอกับซุปเปอร์เอลนีโญ่ ทำให้ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 20% ซึ่งตามปกติแล้วในปีที่ฝนตกน้อยค่าเฉลี่ยฝนจะน้อยลงประมาณ 10% หลายคนตั้งความหวังว่าในปี 2559 ปรากฎการณ์ลานีญา จะเข้ามาช่วยให้ฝนตกมากขึ้น แต่แบบจำลอง 10 กว่าโมเดล ระบุตรงกันว่าปีนี้ลานีญาจะมาปลายฤดูฝน ขณะที่ในช่วงต้นฤดูฝนประเทศไทยก็ได้อิทธิพลจากลมมรสุมไม่ครบ ทำให้ในหลายพื้นที่ยังคงได้น้ำไม่มากนัก”
ดร.รอยล กล่าวว่า เมื่อชัดเจนว่ากระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้อ่อน ซึ่งหมายความว่าปริมาณฝนจะตกต่ำ คือไม่ตกในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่จะไปตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนล่างแทน ฉะนั้น ในพื้นที่เพาะปลูกต้องช่วยกันบริหารจัดการ โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือน มิ.ย. – ต้นเดือน ก.ค. ซึ่งฝนจะทิ้งช่วง จะต้องมีการหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อให้กระทบกับพืชผลทางการเกษตร
ด้าน นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ฝนจะตกตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่ก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะยาวไปจนถึงวันที่ 4 มิ.ย. หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. เป็นต้นไป สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นแต่โดยรวม ค่าเฉลี่ยฝนก็ยังคงน้อยกว่าเกณฑ์ ส่วนความกังวลเรื่องฝนทิ้งช่วงนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน มิ.ย. – สัปดาห์ที่ 1 ก.ค. หลังจากนั้นฝนจะมาตามปกติเรื่อยไปจนถึงช่วงปลายฤดูฝน ซึ่งในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ฝนตกมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
สำหรับการทำนาปีในปีนี้ กรมชลประทานประกาศว่าในพื้นที่ไหนที่มีฝนตกแล้วมีน้ำเพียงพอให้สามารถทำการเพาะปลูกได้เลย ฉะนั้นการเริ่มต้นเพาะปลูกจึงชะลอไปตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ เพราะไม่มีน้ำจากชลประทานส่งไปสนับสนุนเลย แต่ขณะนี้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้วมากกว่าแสนไร่ ช่วงนี้จึงถือว่าค่อนข้างเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ แต่หากว่าหลังจากช่วงฝนทิ้งช่วงแล้วปริมาณฝนเท่ากับค่าเฉลี่ยปกติ ก็จะเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวในลุ่มเจ้าพระยา แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องใช้การบริหารจัดการช่วย โดยเมื่อน้ำไหลเข้ามาในลำคลอง ต้องอาศัยระบบชลประทานทดน้ำเข้าไปสู่ไร่นา
“ในนี้เรายังต้องบริหารจัดการน้ำอย่างจำกัดอยู่ เป้าหมายเพื่อให้มีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าอย่างเพียงพอ ณ วันนี้น้ำในเขื่อนภูมิพลที่ใช้การได้มีอยู่ประมาณ 222 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 494 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิต์ 759 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่า 370 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดง 195 ล้าน ลบ.ม. มากกว่า 67 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 212 ลบ.ม. มากกว่า 91 ล้าน ลบ.ม. รวมกันทั้ง 4 เขื่อนตอนนี้มีน้ำบริหารจัดการอยู่ที่ 1,388 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอเฉพาะแค่การอุปโภคและบริโภคเท่านั้น”
PPTV Photo: สมศักดิ์ เนตรทอง