ภารกิจขนย้ายเสือโคร่งภายในวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี จำนวน 137 ตัว ครั้งที่ 3 ซึ่งเริ่มแต่วันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา วันนี้ (1 มิ.ย. 2559) ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการปฏิบัติภารกิจ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังคงตรึงกำลังกว่า 400 นาย รอบบริเวณวัด เพื่อเดินหน้าขนย้ายเสือที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากผ่านไป 2 วัน สามารถขนย้ายเสือโคร่งได้แล้ว 20 ตัว
แม้ว่าก่อนเข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ พระวิสุทธิสารเถร หรือ “หลวงตาจันทร์” เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน ประธานมูลนิธิวัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน ระบุว่าไม่อนุญาตให้ขนย้ายเสือโคร่งได้ เนื่องจากขณะนี้ทางมูลนิธิฯ ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินชี้ขาดอย่างใดจากศาลปกครอง จึงเห็นว่าควรรอฟังคำสั่งของศาลปกครองกลางก่อนที่จะดำเนินการ
ทว่า นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันว่า แม้ทางมูลนิธิฯ จะได้ทำหนังสือด่วน ถึงกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยืนว่าจะไม่อนุญาตให้ขนย้ายเสือโคร่ง เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง แต่เนื่องจากศาลปกครองกลางไม่มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบ จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะเสือโคร่งเหล่านี้ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่สามารถให้วัดหรือทางมูลนิธิฯ นำไปใช้หาประโยชน์ได้อีก โดยหากว่าหลังเจรจาแล้ววัดไม่ยินยอม จะทำการขอหมายค้นจากศาลจังหวัดกาญจบุรี เข้าดำเนินการขนย้ายเสือโคร่งทั้งหมด ซึ่งตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 มิ.ย. นี้
สำหรับแผนปฏิบัติการย้ายเสือโคร่งนั้น กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ประสานขอกำลังจากฝ่ายปกครองและทหาร รวมทั้งจัดทีมสัตวแพทย์ ทีมสัตวบาล และทีมวางยาสลบ 4 ชุด เข้าปฏิบัติการ โดยขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานที่รองรับเสือโคร่งทั้งหมด ไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จ.ราชบุรี ซึ่งได้ก่อนหน้านี้ได้ทำการย้ายเสือที่เลี้ยงไว้ภายในสถานีเพาะเลี้ยงทั้ง 2 แห่ง ไปเลี้ยงยังสถานที่อื่น เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนเสือที่ขนย้ายมาจากวัดป่าหลวงตาบัว
ภายหลังศาลจังหวัดกาญจนบุรีอนุมัติหมายค้น และเจ้าหน้าที่ได้เข้าดำเนินการติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ล่าสุดนอกจากจะพบสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดอื่นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติม เช่น นกเงือก 6 ตัว และสิงโต 1 ตัว แล้ว ยังพบซากลูกเสืออีกกว่า 40 ซาก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีทั้งลูกเสือเกิดใหม่ ลูกเสือที่แท้งตายและถูกแช่แข็ง จึงได้แจ้งความเพิ่มข้อหาครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 19 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535
มูลเหตุที่นำไปสู่การขนย้ายเสือภายในวัดป่าหลวงตาบัว เกิดขึ้นภายหลัง นายสัตวแพทย์สมชัย วิเศษมงคลชัย ผู้ดูแลเสือ เปิดเผยว่าเสือพันธุ์เบงกอลเพศผู้ชื่อ ดาวเหนือ อายุ 7 ปี ฟ้าคราม 3 อายุ 3 ปี และแฮปปี้ 2 อายุ 3 ปี หายออกไปจากกรงขังที่อยู่บริเวณเกาะเสือ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2558 นำไปสู่การเข้ามาตรวจสอบเสือทั้งหมดภายในวัด โดยจากการตรวจนับพบว่าภายในวัดมีเสือโคร่งทั้งหมด 147 ตัว
จุดเริ่มต้นที่มีเสือภายในวัดนั้น เกิดจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้นำเสือโคร่งของกลางมาฝากเลี้ยงที่วัด ครั้งแรกประมาณ 7 ตัว ตั้งแต่ปี 2544 ต่อมมาจำนวนของเสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทางวัดได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมเสือโคร่งอย่างใกล้ชิด โดยการเก็บค่าบริการหากต้องการถ่ายรูปคู่หรือดูโชว์ ซึ่งเข้าข่ายการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2559 กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้เข้าดำเนินการขนย้ายเสือโคร่ง รวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ย้ายเสือออกจากวัดได้ 5 ตัว ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ย้ายได้อีก 5 ตัว และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา
PPTV Photo: สมศักดิ์ เนตรทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผงะ ! พบซากลูกเสือ 40 ซาก ในวัดป่าหลวงตาบัว
กรมอุทยานฯ คาดใช้เวลา 7-10 วัน ย้ายเสือวัดหลวงตาบัว
เร่งเคลื่อนย้ายเสือวัดป่าหลวงตาบัว จ.กาญจนบุรี
เปิดแผนคืนเสือโคร่งสู่ผืนป่า นำร่องฟื้นสัญชาตญาณเสือวัดหลวงตาบัว