วันนี้ (20 มิ.ย. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ นางสาวศตพร พันทอง หรือ น้องมิลค์ อายุ 21 ปี ที่เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ภายหลังรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดจากหมามุ่ยอินเดีย แบบแคปซูล ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลตรัง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน จนทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า การเสียชีวิตเป็นเพราะสมุนไพรหมามุ่ย หรือสาเหตุอื่น ขณะที่มารดาของผู้เสียชีวิต ระบุว่า บุตรสาวได้ทานอาหารเสริมและมีอาการแพ้เพียง 2 วันจากนั้นก็เสียชีวิต โดยแพทย์ก็ไม่สามารถรักษาอาการได้ เนื่องจากอาการแพ้รุนแรง
ล่าสุดนายแพทย์วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กล่าวถึงกรณีนี้ว่าได้เก็บตัวอย่างอาหารเสริมดังกล่าว ส่งให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. แล้ว เพื่อนำไปวิเคราะห์แนวทางการรักษา เนื่องจากพบว่าเป็นผู้ป่วยรายแรกที่เสียชีวิตจากการทานอาหารเสริมที่มีหมามุ่ยเป็นส่วนประกอบ แต่จากการตรวจสอบส่วนประกอบที่อยู่ในใบโฆษณาผลิตภัณฑ์เบื้องก็ไม่พบว่ามีการพูดถึงหมามุ่ย แต่พบว่ามีสารตัวหนึ่งที่คล้ายกับสารที่มีอยู่ในหมามุ่ย คือสารแอลโดปา (L-Dopa) ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตยังมีประวัติโรคลมชัก มีการรับประทานยากันชัก ซึ่งคงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ขณะที่เภสัชกรโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เภสัชกรหญิง สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าวว่า ในภาวะปกติการทานหมามุ่ยครั้งแรก โอกาสแพ้อย่างรุนแรง ไม่น่าเกิด ยกเว้นผู้ป่วยที่มีอาการแพ้พืชตระกูลถั่ว หรือแพ้สารต่างๆ ที่อยู่ในตัวแคปซูล และกรณีที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการแพ้เฉพาะบุคคล
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีการเสียชีวิตจากการบริโภคผลิตภัณฑ์จากหมามุ่ย แต่ขณะนี้ในโลกออนไลน์ก็ยังมีการจำหน่ายสินค้าประเภทนี้เกลื่อนอินเทอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุของปัญหาเกิดจากกฎหมายที่ไม่เข้มงวดในการเอาผิดการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งการขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลักษณะนี้ผู้ให้ข้อมูลจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน อย. ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนหมามุ่ยเป็นอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหน เนื่องจากมีการทำข้อตกลงในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า ‘เม็ดหมามุ่ย’ เป็นกลุ่มยาสมุนไพร มีสรรพคุณทางยาอยู่ จึงจะไม่มีการออกเลขทะเบียบรับรองการผลิตในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่มีหมามุ่ยเป็นส่วนประกอบจะถือว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ผู้ผลิต นำเข้าจะมีโทษปรับ 20,000 บาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำฉลากปลอมโดยที่ไม่มีส่วนผสมที่กล่าวอ้างอยู่จริง ก็จะถือเป็นอาหารปลอม มีโทษทั้งจำคุก 6-10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ