ย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 นางอองซาน ซูจี ได้เดินทางมายังจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อไปยังตลาดกุ้งมหาชัย และศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ เพื่อดูวิถีชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานเมียนมาร์ โดยมีแรงงานชาวเมียนมาร์จำนวนมากมาเฝ้ารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมทั้งปราศรัยเรื่องปัญหาของแรงงานเมียนมาร์ ณ เวลานั้นเธอมาเยือนประเทศไทยในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านประเทศพม่า
แต่ในวันนี้ 23 มิ.ย. 59 เธอเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐสหภาพเมียนมาร์ หลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนัก การมาเยี่ยมเยียนแรงงานเมียนมาร์ที่จังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ นอกจากเติมกำลังใจให้แรงงานเหล่านี้แล้ว ยังเป็นการต่อเติมความหวังของโอกาสที่แรงงานเหล่านี้จะได้กลับบ้านด้วย
สำหรับในประเทศไทยจากสถิติข้อมูลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ ที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย 1,430,940 คน แบ่งเป็น ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงาน 1,025,579 คน และได้รับการผ่อนผันเข้ามาทำงาน 403,471 คน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขของแรงงานชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย มีถึงราวๆ 5 ล้านคน
ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี ได้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้พูดคุยกับชาวเมียนมาร์ที่มาทำงานอยู่ที่เมืองไทย โดย“ราตรี พลสารโสภณ” เธอสะท้อนให้เราฟังตลอด 25 ปีที่อยู่ในประเทศไทย ว่า ที่เลือกมาอยู่ประเทศไทย เพราะว่าที่นี่สะดวกสบาย หากินง่าย ปัจจุบันเธอประกอบอาชีพค้าขาย และช่วยก่อตั้งศูนย์พหุวัฒนธรรม การศึกษา ภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีครูชาวเมียนมาร์ มาสอนเด็กๆ ของแรงงานที่มาทำงานที่นี่ ทุกวันๆ จะมีแรงงานชาวเมียนมาร์ แวะเวียนมาซื้อสินค้าจากประเทศบ้านเกิดของพวกเขา เพื่อนำไปประกอบอาหาร ทั้งพริกพม่า และขมิ้น หรือแม้แต่แป้งทานาคา ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเมียนมาร์ด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอในตอนนี้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน และสะดวกสบายดังที่เธอบอก
ถึงแม้จะสะดวกสบาย หากินง่าย ในประเทศไทย ทว่า “ราตรี” สะท้อนให้ฟังว่า เธอก็เหมือนชาวเมียนมาร์คนอื่นๆ ที่อยากจะกลับไปใช้ชีวิตที่ประเทศบ้านเกิดกับครอบครัว ประเด็นที่ยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้ คือความไม่พร้อมของประเทศบ้านเกิด ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดประเทศแล้ว แต่ก็ยัง “ต้องใช้เวลา”
ชาวเมียนมาร์รายนี้ บอกต่อว่า ก่อนเลือกตั้ง เรามีความคาดหวังว่า “อองซาน” จะได้ ตอนนี้อองซานก็เป็นที่ปรึกษาของพม่าแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงที่เขาจะเปิดประเทศ ก็ต้องรอดูไปก่อน แต่อนาคตก็ต้องกลับแน่นอน คาดการณ์ไว้ประมาณ 5 ปี เพราะตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น พม่าต้องทำใหม่ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องดูว่าเจริญหรือยัง ถึงจะกลับไปได้ หากกลับไปตั้งเป้าว่า อยากจะทำโรงแรม ทำห้องพักให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มาเที่ยว
“ชาวเมียนมาร์แถวนี้ก็มีการพูดคุยกันบ้างหลังมีการเลือกตั้งว่าในอนาคตจะกลับไป แต่ก่อนก็ต้องรอให้มีความพร้อมมากกว่านี้ ถ้าพม่าเจริญเราก็กลับไปหากินที่นั่นนะ ได้อยู่กับครอบครัวด้วย คิดว่าตอนนี้ที่ประเทศเรายังไม่พร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่น”
ไม่ต่างจาก “ทุน ลิน” แรงงานชาวเมียนมาร์ ที่ออกจากประเทศมาทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เกือบ 20 ปี แต่ได้ใช้ชีวิตในประเทศไทย ราวๆ 6-7 ปี เขาผ่านการทำงานหลายอย่าง ทางโรงงานต่างๆ จนถึงแรงงานประมง หรือแม้กระทั่งการถูกหลอกให้ไปทำงานบนเรือประมงในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซีย จากการถูกนายหน้าหลอกให้เข้าไปพูดคุยก่อนจะถูกล็อคกุญแจ และต้อนขึ้นเรือ ก่อนที่จะถูกปล่อยและใช้ชีวิตบนเกาะที่อินโดนีเซียและหาทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง
จากการถูกหลอกครั้งนั้น แต่เขาก็ไม่คิดที่จะกลับไปทำงานในประเทศของเขา ถึงแม้ว่าเขาอยากจะกลับไปใช้ชีวิตพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว แต่กลับไปไม่มีงานให้ทำ จึงเลือกมาทำงานที่นี่ ให้พอมีเงินส่งกลับบ้านได้ ตอนนี้จึงมีโอกาสมาทำงานกับมูลนิธิที่ช่วยเหลือแรงงาน
“ทุน ลิน” เล่าต่อว่า หลังเลือกตั้ง ตอนนี้ทุกคนรออยู่ว่าประเทศจะเจริญขึ้นไหม จะมีงานทำไหม ทุกคนอาจจะกลับไปได้ แต่ถ้าไม่มีงานทำ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมา ไม่มีความเคลื่อนไหว ก็จะทำงานอยู่ที่เมืองไทย
“บอกไม่ได้ว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะกลับบ้าน ต้องดูความเปลี่ยนแปลง พวกเราไม่ใช่คนที่เรียนหนังสือมา เราก็เรียนมานิดๆ หน่อยๆ ที่เราทำงานนิดๆ หน่อยๆ เรารู้จักภาษา ไทย พม่า อินโดนีเซีย เราต้องดูว่าเรากลับไปบริษัทต่างๆ เขาจะให้เราทำงานไหม ตอนนี้เราดูสถานการณ์ไปก่อน คนที่ลำบากที่พม่ายังมีเยอะ ที่ไทยเราทำงาน กินอยู่ และมีเงินเก็บกลับส่งไปที่บ้านได้ด้วย พ่อแม่ก็อยากให้กลับ แต่เราไม่จำเป็น ไม่มีงานไปอยู่เฉยๆ หลายคนก็ยังเลือกไปทำงานที่ประเทศเพื่อนบ้านมากกว่ากลับไปตอนนี้ พูดจริงๆ ว่าประเทศเรายังไม่พร้อม
ขณะที่ “สมพงศ์ สระแก้ว” หรือ “พี่ตุ่น” ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) สะท้อนเรื่องราวให้ทีมข่าวได้ฟังว่า หลายคนก็มีการพูดถึงว่า แม้ว่าประเทศพม่ามีการเลือกตั้งแล้ว มีการเปิดประเทศแล้ว แต่แรงงานก็ไหลบ่าปกติ หลายคนกังวลว่าเขาจะกลับประเทศ ว่าอองซานจะชวนพี่น้องกลับ หลังจากเลือกตั้งก็มีแรงงานประมงเดินทางกลับไปจำนวนหนึ่ง และการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น ที่สวนทางกันคือมีแรงงานชาวเมียนมาร์เดินทางเข้ามามากกว่า ในจังหวัดสมุทรสาคร จะเห็นได้ว่ามีโรงงาน มีตึกที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เพื่อมาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า มันเป็นเหมือนกับดีมานด์ และซัพพลาย ก็มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานเข้ามาเรื่อยๆ การกลับไปมีหลายเหตุผล เช่น ค่าจ้างค่าแรง แต่ตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบจากปัญหานี้ จะมีก็เป็นการเคลื่อนย้ายก็อาจจะเป็นการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ เช่น จากประมงมาทำงานบนฝั่ง หรือย้ายจังหวัด
“ถามว่าตอนนี้ทุกคนอยากกลับไหม ทุกคนอยากกลับหมด แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะคิดว่าอยู่เมืองไทย สามารถทำงานและมีรายได้ และสาธารณูปโภคก็สะดวกสบาย คิดว่าเขาก็ยังทำงานอยู่ สำหรับอนาคตก็ย่อมมีการเคลื่อนย้ายไปหาสิ่งที่ดีกว่าแน่นอน ถึงแม้ว่าพม่าจะเปิดประเทศ เริ่มมีการเปิดอุตสาหกรรมแต่แรงงานในประเทศเขาก็เยอะอยู่แล้ว ต้องมองอีก 5-10 ปีว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไหม” ผอ.มูลนิธิ LPN สะท้อนสถานการณ์แรงงานหลังเลือกตั้ง
ด้านบรรยากาศชาวเมียนมาร์ที่สมุทรสาคร ที่ทราบข่าวการเดินทางมาของนางอองซาน ซูจี ต่างพากันเฝ้ารอให้ถึงวันที่คนสำคัญของพวกเขาเดินทางมาเยี่ยมพวกเขา จึงเตรียมเดินทางและชักชวนกันเพื่อเดินทางไปรับนางอองซาน ซูจี ถึงแม้ว่าจะไม่มีรูปถ่ายของนางอองซานในห้องพัก แต่ในยุคของโซเชียลมีเดีย การติดตามข่าวสารทางเฟซบุ๊ก การเซฟรูปภาพไว้ในมือถือเป็นสิ่งที่ชาวเมียนมาร์ที่ชื่นชมนางอองซาน ซูจี เก็บรูปของเธอไว้เป็นกำลังใจ และหวังว่าการเข้ามาของเธอนั้นจะทำให้พวกเขา ได้กลับไปทำงานที่บ้านโดยเร็ว..