ย้อนเหตุวินาศกรรมใช้ยานพาหนะพุ่งชน – ทำไมถึงเลือกก่อเหตุด้วยวิธีนี้(คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เหตุคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนในเมืองนีซ อันเป็นสาเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 84 คน ล่าสุดแม้เจ้าหน้าที่จะสามารถจับผู้ต้องสงสัยได้เพิ่มเติม แต่เหตุการณ์นี้ยังคงสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวฝรั่งเศส ซึ่งขณะนี้กำลังตกเป็นประเทศเป้าหมายการก่อการร้าย..

การก่อเหตุโดยใช้ยานพาหนะพุ่งชนครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทีมข่าว PPTV ย้อนลำดับเหตุการณ์คนร้ายใช้ยานพาหนะเป็นอาวุธก่อเหตุ ในรอบ 10 ปี ที่มีความถี่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ เองถึงกับออกคำสั่งเตือนเมื่อปี 2010 ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มการระวังภัยในรูปแบบดังกล่าว  

2007  สกอตแลนด์ คนร้าย 2 คน ขับรถจี๊ปพุ่งชนอาคารผู้โดยสารสนามบินกลาสโกว์ หนึ่งในผู้ก่อเหตุซึ่งศาลระบุว่าเป็นพวกคลั่งศาสนา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

2013  อังกฤษ คนร้าย 2 คน ขับรถพุ่งชนทหารอังกฤษ ก่อนพยายามตัดศีรษะบนถนนในกรุงลอนดอนกลางวันแสกๆ

2014 แคนาดา นายมาร์แต็ง กูตูร์-รูโล วัย 25 ปี ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ได้ขับรถพุ่งชนทหารเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ที่ลานจอดรถศูนย์การค้า แห่งหนึ่งในรัฐควิเบก โดยนายกูตูร์-รูโล อ้างว่าเป็นการอุทิศให้กับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง 

อิสราเอล นายอับเดล-ราห์มัน ชาลูดี วัย 21 ปี ขับรถพุ่งชนกลุ่มคนที่รอรถรางในกรุงเยรูซาเลม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน ได้รับบาดเจ็บ 7 คน ก่อนที่จะถูกตำรวจขับรถไล่ล่าและวิสามัญในที่สุด  หลังเกิดเหตุ ทั้งกองกำลังปาเลสไตน์ฟาตาห์ และกลุ่มฮามาสต่างก็ออกมากล้าวอ้างว่า นายชาลูดี เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์

ฝรั่งเศส คนร้าย 2 คน ขับรถพุ่งชนผู้คนที่เดินบนทางเท้า 2 วัน ติดต่อกัน ที่เมืองดิจง (Dijon) และเมืองนองต์ (Nantes) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 1 คน เจ็บ 20 คน โดยพยานที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าคนร้ายได้ตะโกน “อัลลาฮู อักบาร์” ซึ่งเป็นภาษาอาหรับแปลว่า “พระเจ้า คือผู้ยิ่งใหญ่” ขณะก่อเหตุด้วย อย่างไรก็ตาม ทางการฝรั่งเศสระบุว่า ผู้ก่อเหตุทั้ง 2 เหตุ มีสภาพจิตไม่ปกติ และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการก่อการร้ายที่ตั้งใจเตรียมการมาก่อน

การก่อเหตุวินาศกรรมด้วยการขับรถพุ่งชน

การขับรถพุ่งชนเป็นกลวิธีหนึ่งของการก่อการร้าย ที่จงใจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินรวมถึงสังหารผู้คน นอกจากนี้ วิธีดังกล่าวยังถูกใช้เพื่อฝ่าประตูเข้าไปยังสถานที่ที่เป็นเป้าหมาย ก่อนที่คนร้ายจะจุดชนวนระเบิด ซึ่งในระยะหลังมีการก่อการร้ายด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้น มาดูเหตุผลกันว่าทำไมถึงเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

เตรียมการง่าย  ไม่ต้องใช้อาวุธหรือวัตถุระเบิด

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ระบุว่า การขับรถพุ่งชน แม้ว่าจะหวังผลแน่นอนได้ยาก แต่สามารถเตรียมการได้ง่ายกว่าการหาอาวุธหรือประกอบระเบิดมาก 

ผู้ก่อเหตุไม่จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนมาก่อน

ผู้ก่อเหตุที่เป็นโลน วูล์ฟ หรือมือสมัครเล่น สามารถก่อเหตุได้โดยไม่จำเป็นต้องรับการฝึกมาก่อน เพียงแค่หารถสักคัน และขับพุ่งชนด้วยความเร็วสูง

ป้องกันได้ยาก

ขณะที่การเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายมีความเข้มงวดมากขึ้น รูปแบบการก่อการร้ายที่มีการวางแผนและฝึกฝนร่วมกันก่อนลงมือก่อเหตุจึงทำได้ยากขึ้น  แต่หากเป็นการก่อเหตุด้วยการขับรถพุ่งชน จะป้องกันได้ยากมาก เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าคนร้ายจะก่อเหตุตอนไหน

ส่งผลทางจิตวิทยา

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว การโจมตีในรูปแบบนี้ ยังส่งผลทางจิตวิทยา คือ สิ่งที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปทุกๆ วัน ว่าอาจไม่มีพิษภัย อาจกลายมาเป็นอาวุธสังหารได้โดยไม่ทันคาดคิด

ตัวอย่างชัดเจนคือในปี 2014 นายอาบู โมฮัมเหม็ด อัล-อัดนานี โฆษกกลุ่มไอเอส ซึ่งหน่วยสืบราชการลับของชาติตะวันตก ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นผู้ดูแลการก่อเหตุโจมตีได้ออกคำแนะนำสำหรับแนวร่วมว่า “หากไม่สามารถมีระเบิดหรือปืน ให้พยายามล่อผู้ไร้ศรัทธาออกมาพบตามลำพังและสังหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้หินทุบ ใช้มีดแทง ขับรถชน  หรือฉีดยาผิด โดยไม่จำเป็นต้องรอปรึกษาใคร”

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2010 นิตยสารออนไลน์ภาษาอังกฤษ ของกลุ่มอัลกออิดะห์ ในคาบสมุทรอาหรับ ก็มีคอลัมน์ที่แนะนำให้แนวร่วมใช้รถบรรทุกติดมีดหรือดาบไว้หน้ารถ และขับชนเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงแนะนำให้ใช้ความเร็วมากพอ ที่จะสังหารคนจำนวนมากได้ แต่หากฝูงชนเริ่มกระจัดกระจาย ให้ตั้งใจเลือกเป้าหมายด้วย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ