เสียงปืนในป่าห้วยขาแข้งช่วงเช้ามืดวันที่ 1 กันยายน 2533 “สืบ นาคะเสถียร” ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง พร้อมกับเขียนจดหมายไว้ 6 ฉบับ พร้อมทั้งสะสางหน้าที่รับผิดชอบ และทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง มอบหมายเครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับคนสนิทใกล้ชิดเป็นผู้ดูแล และเป็นธุระส่งคืนเจ้าของ ก่อนที่เสียงปืนนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมเห็นความสำคัญ และหันมามองป่ามากกว่าเดิม ถึงแม้ว่าจะต้องสละชีวิต แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ ตำนานนักอนุรักษ์ผู้ที่รักป่ายิ่งกว่าชีวิต
จากเสียงปืนและการจากไปของสืบ ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ และผู้เกี่ยวข้อง ได้ประชุมเพื่อหาทางออกในการป้องกันการบุกรุกป่าห้วยขาแข้ง ปัญหาที่ยากจะแก้ไขด้วยกำลังคนที่จำกัด จำนวนพื้นที่ที่มหาศาล ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพล รวมทั้งพยายามนำเสนอข้อมูลต่อยูเนสโก เพื่อพิจารณาให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก อันจะเป็นเกราะป้องกันผืนป่าแห่งนี้ไว้ให้ได้ ทำให้สืบได้พยายามที่จะจัดประชุมหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล และไม่มีการตอบรับ จนกระทั่งเสียชีวิต จนมีคนกล่าวว่า “หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้น การประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้น”
หลังจากเสียชีวิตโดยการอุทิศตนของนักอนุรักษ์อย่างสืบ สามารถปลุกให้คนตื่นตัวในการหันมาสนใจผืนป่าอย่างแท้จริง จึงมีการกำหนดให้วันที่ 1 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสืบ นาคะเสถียร เพื่อรำลึกถึงความเสียสละ และสานต่อเจตนารมณ์ในการปกป้องผืนป่าให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งในปีนี้นั้น เป็นการรำลึกการจากไปครบ 26 ปีแล้ว ซึ่งจะมีพิธีรำลึกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เป็นประจำทุกปี
เมื่อสืบเสียชีวิตได้เพียง 18 วัน “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” ก็ถูกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2533 โดยกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ที่ร่วมกันสานต่อความฝัน ในการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และผืนป่า ให้ยั่งยืนต่อไป
ประวัติของสืบ นาคะเสถียร
"สืบ นาคะเสถียร" มีชื่อเดิมว่า "สืบยศ" เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ที่จังหวัดปราจีนบุรี สำเร็จปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะวนศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์
ปี พ.ศ. 2518 ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ บรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ต่อมาใน
ปี พ.ศ. 2522 ได้รับทุนการศึกษาจากบริติชเคาน์ซิล เรียนต่อในระดับปริญญาโทอีกครั้ง สาขาอนุรักษ์วิทยา ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ในอังกฤษ
ปี พ.ศ. 2524 หลังสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ สืบ นาคะเสถียร กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ จ.ชลบุรี
ปี พ.ศ. 2529 เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าในเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสัตว์นับพันตัวได้รับความช่วยเหลือ แต่สืบรู้ดีว่ามีสัตว์อีกนับจำนวนมหาศาลที่ตายจากการสร้างเขื่อน
ปี พ.ศ. 2530 สืบได้เปลี่ยนบทบาทจากนักวิชาการไปสู่นักอนุรักษ์ โดยเข้าร่วมต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน จังหวัดกาญจนบุรี ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากการที่มีสัตว์จำนวนมาก ล้มตายหลังจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน สืบเริ่มต้นอภิปรายทุกครั้งว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”
ปี พ.ศ. 2531 สืบและเพื่อนอนุรักษ์ออกโรงคัดค้านการที่บริษัทไม้อัดไทยจะขอสัมปทานทำไม้ ที่ป่าห้วยขาแข้ง สืบได้อภิปรายว่า “คนที่อยากอนุญาตให้ทำไม้ก็เป็นกรมป่าไม้ คนที่จะรักษาก็เป็นกรมป่าไม้เหมือนกัน”
ปี พ.ศ. 2532 สืบได้รับทุน เรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ แต่ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สืบพบปัญหาต่างๆมากมายในห้วยขาแข้ง อาทิ ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ของบุคคลที่มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าถูกยิงเสียชีวิต ปัญหาความยากจนของชาวบ้านรอบป่า และที่สำคัญคือปัญหาเหล่านี้ไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่เลย สืบจึงทุ่มเทเขียนรายงานนำเสนอยูเนสโก เพื่อพิจารณาให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก อันเป็นสิ่งค้ำประกันให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการคุ้มครองเต็มที่ ก่อนที่จะได้รับการเสนอเป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ.2534
"เสียงปืนที่ดังลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
ลูกน้อยที่กอดไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน
ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา
โทษไหนจึงประหาร ศาลไหนพิพากษา
ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม
ชีวิตใครใครก็รัก ท่านประจักษ์หรือไม่
โปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน"
สืบ นาคะเสถียร
1 พ.ค. 2518
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง และภาพจาก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร