รำลึก 36 ปี “สืบ นาคะเสถียร” ทำไมเสียงแทนสัตว์ป่ายังไม่เคยหายไป

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“สัตว์ป่าพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” 36 ปีหลังการจากไป ย้อนเรื่องราว สืบ นาคะเสถียร กับอุดมการณ์ที่ยังดังก้องอยู่ในผืนป่าไทย

วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 ครบรอบ 36 ปีการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร” นักอนุรักษ์และอดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผู้เคยกล่าวถ้อยคำที่กลายเป็นหนึ่งในประโยคสำคัญของวงการอนุรักษ์ไทย

“ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”

36 ปีผ่านไป ชื่อของ “สืบ นาคะเสถียร” ยังคงถูกกล่าวถึงทุกวันที่ 1 กันยายน แต่เหตุใดชายคนหนึ่งที่จากโลกนี้ไปนานกว่า 3 ทศวรรษ จึงยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องผืนป่าไทยมาจนถึงวันนี้?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่เพียงในวันที่เขาจากไป แต่อยู่ในสิ่งที่เขาทำไว้ตลอดชีวิต

จากนักวนศาสตร์ สู่การเป็นเสียงแทนสัตว์ป่า

สืบ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ที่จังหวัดปราจีนบุรี สำเร็จการศึกษาจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนเข้ารับราชการในกรมป่าไม้เมื่อ พ.ศ. 2518 และเลือกเส้นทางการทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า

พ.ศ. 2522 เขาได้รับทุนไปศึกษาด้านการอนุรักษ์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้สืบมองเห็นว่า การรักษาสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปราศจากการปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศซึ่งเป็นบ้านของพวกมัน

หลังกลับประเทศไทย เขาทำงานทั้งด้านการสำรวจและวิจัยสัตว์ป่า รวมถึงศึกษาการทำรังและวางไข่ของนกบริเวณอ่างเก็บน้ำบางพระ ข้อมูลจำนวนมากจากการทำงานของเขากลายเป็นพื้นฐานสำคัญของงานอนุรักษ์ในเวลาต่อมา

นอกจากบทบาทนักวิชาการ สืบยังใช้ ภาพวาดและภาพถ่าย เป็นอีกหนึ่งวิธีบันทึกชีวิตสัตว์ป่า ถ่ายทอดให้ผู้คนที่อาจไม่เคยเข้าไปสัมผัสผืนป่าด้วยตัวเอง ได้เห็นว่าธรรมชาติงดงามและเปราะบางเพียงใด

ภารกิจช่วยสัตว์ 1,364 ชีวิต ที่เปลี่ยนมุมมองของสืบ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2529 เมื่อสืบรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการสร้าง เขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อพื้นที่ป่าถูกน้ำท่วม สัตว์จำนวนมากติดอยู่ตามเกาะและพื้นที่สูง สืบและทีมงานสามารถช่วยสัตว์ออกมาได้ 1,364 ตัว

แต่สำหรับเขา ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายถึงความสำเร็จทั้งหมด

เพราะยังมีสัตว์อีกจำนวนมากที่เสียชีวิต ขณะที่สัตว์ที่รอดชีวิตต้องสูญเสียถิ่นอาศัยเดิมไปอย่างถาวร

บทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานทำให้สืบเห็นชัดว่า การช่วยสัตว์หลังระบบนิเวศถูกทำลาย ไม่อาจทดแทนผืนป่าที่สูญเสียไปได้

ต่อมาใน พ.ศ. 2530 เขาจึงเข้าร่วมคัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน พร้อมนำข้อมูลและประสบการณ์จากพื้นที่จริงมาอธิบายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผืนป่าและสัตว์ป่า

5 เรื่องของ “สืบ นาคะเสถียร” ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

1. เขาไม่ได้ทำงานอนุรักษ์ด้วยความรู้เพียงอย่างเดียว
สืบใช้ทั้งงานวิจัย ภาพวาด ภาพถ่าย และการสื่อสารกับสังคม เพื่อทำให้เรื่องสัตว์ป่าเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

2. ภารกิจเขื่อนเชี่ยวหลานกลายเป็นบทเรียนสำคัญ
แม้ช่วยสัตว์ได้กว่า 1,300 ตัว แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเห็นว่า การป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศถูกทำลายตั้งแต่แรกสำคัญกว่าการตามแก้ไขภายหลัง

3. เขาเคยออกมาคัดค้านโครงการที่กระทบผืนป่าอย่างเปิดเผย
ทั้งการคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการตั้งคำถามต่อการขอสัมปทานทำไม้ในพื้นที่ป่าห้วยขาแข้ง

4. เขาเลือกห้วยขาแข้งแทนโอกาสศึกษาต่อ
พ.ศ. 2532 สืบตัดสินใจรับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้ขณะนั้นจะมีโอกาสไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ

5. งานของเขาไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิต
ข้อมูลและงานอนุรักษ์ที่สืบมีส่วนร่วม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก และยังคงถูกกล่าวถึงในวงการอนุรักษ์มาจนถึงปัจจุบัน

ห้วยขาแข้ง ภารกิจสุดท้ายที่เขาเลือก

พ.ศ. 2532 สืบเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หนึ่งในผืนป่าที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศไทย

แต่เบื้องหลังความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยปัญหา ทั้งการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ การขาดแคลนงบประมาณและกำลังคน ตลอดจนความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าต้องเผชิญในแต่ละวัน

สืบพยายามผลักดันปัญหาเหล่านี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้ รวมถึงเรียกร้องให้มีการสนับสนุนเจ้าหน้าที่และการดูแลพื้นที่อย่างจริงจัง แต่หลายปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น

ก่อนรุ่งสางวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 สืบเสียชีวิตจากการทำอัตวินิบาตกรรมภายในบ้านพักที่ห้วยขาแข้ง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจ และกลายเป็นจุดที่ทำให้สังคมหันกลับมามองปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงชีวิตของคนที่ทำหน้าที่อยู่แนวหน้าในการปกป้องผืนป่าอย่างจริงจังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การจากไปของสืบ ไม่ควรถูกยกย่องในฐานะการเสียสละด้วยการทำร้ายตนเอง แต่ควรเป็นบทเรียนถึงความสำคัญของการรับฟัง การสนับสนุน และการดูแลผู้ที่ต้องแบกรับภาระและแรงกดดันจากการทำงานเพื่อส่วนรวม

หลังจากวันที่ 1 กันยายน อุดมการณ์ของสืบไปต่ออย่างไร?

หลังการจากไปของสืบ เพื่อนร่วมงานและนักอนุรักษ์ได้ร่วมกันก่อตั้ง มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่า

ข้อมูลและรายงานที่สืบมีส่วนร่วมจัดทำ ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร–ห้วยขาแข้ง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากยูเนสโกใน พ.ศ. 2534

สิ่งที่สืบทิ้งไว้จึงไม่ได้มีเพียงชื่อหรือเรื่องราวของนักอนุรักษ์คนหนึ่ง แต่คือคำถามสำคัญที่ส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลังว่า

เราจะรักษาผืนป่าที่เหลืออยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร?

36 ปีผ่านไป ทำไมเรายังต้องพูดถึง “สืบ นาคะเสถียร”

เพราะเรื่องของสืบไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต

ตราบใดที่สัตว์ป่ายังคงต้องการพื้นที่อยู่อาศัย เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังคงทำงานอยู่แนวหน้า และผืนป่ายังคงเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ แนวคิดที่ว่า “สัตว์ป่าพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ก็ยังคงมีความหมาย

วันที่ 1 กันยายน จึงไม่ควรเป็นเพียงวันที่เราหวนคิดถึงนักอนุรักษ์คนหนึ่ง แต่เป็นวันที่ชวนให้กลับมาถามตัวเองว่า หลังจาก 36 ปีผ่านไป เราได้ช่วยกันทำอะไรเพื่อรักษาผืนป่าที่เขาพยายามปกป้องไว้บ้าง

เพราะการสานต่อเจตนารมณ์ของ สืบ นาคะเสถียร อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่

แค่ไม่สนับสนุนการค้าสัตว์ป่า เคารพกฎเมื่อเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติ ลดพฤติกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยกันเป็นอีกหนึ่งเสียงเมื่อผืนป่าถูกคุกคาม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เสียงที่สืบเคยพูดแทนสัตว์ป่า ยังคงถูกส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ