การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี และอุทยานแห่งชาติสิมิลัน กรณีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ ซึ่งในรอบปีงบประมาณ 2559 ซึ่งอุทยานฯ ทั้ง 3 แห่ง สามารถจัดเก็บได้รวมกันกว่า 1 พันล้านบาท มากกว่าปีงบประมาณที่ผ่านๆ มาค่อนข้างมาก ขณะนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
โดยเฉพาะหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี จัดเก็บได้มากกว่า 502 ล้านบาท ในขณะที่ปีงบประมาณ 2557 เก็บได้เพียง 74 ล้านบาท เม็ดเงินที่เพ่ิมสูงขึ้นเป็นผลจากการเข้ามาจัดระเบียบอุทยานฯ อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการนำร่อง “พีพีโมเดล” ซึ่งมี ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ
ภายหลังการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบดังกล่าว ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้กรมอุทยานฯ น่าจะทราบดีอยู่แล้ว จึงไม่เข้าใจว่าตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบทำไม ในเมื่อเงินงบประมาณที่จัดเก็บได้ในแต่ละวัน เจ้าหน้าที่ต้องรายงานและส่งเข้าส่วนกลางทุกวัน ที่สำคัญเม็ดเงินที่ส่งเข้ากองทุนอุทยานนั้น หัวหน้าอุทยานแต่ละแห่งไม่สามารถนำมาใช้ได้ ต้องรอคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงพิจารณาก่อน ดังนั้น แทนที่จะจับผิดว่ามีการแอบเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหรือไม่ ควรไปสืบหาข้อเท็จจริงว่าที่ผ่านมาก่อนการจัดระเบียบอุทยาน เม็ดเงินรายได้ที่หมู่เกาะพีพี ซึ่งจัดเก็บได้เพียง 70 กว่าล้านบาท ถึงพุ่งสูงขึ้นเกิน 500 ล้านบาทในปีนี้ และอีก 2 แห่งซึ่งเก็บได้มากกว่าเช่นกัน รวมกันแล้วทั้ง 3 แห่งเก็บเงินได้มากกว่า 1 พันล้านบาท มากกว่าปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งเก็บได้เพียง 170 ล้านบาท ส่วนต่างที่หายไปกว่า 850 ล้านบาท เกิดจากอะไร
“การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนคนทำงานแบบนี้ ถือเป็นการตัดขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ทำงานอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่พีพีมีเจ้าหน้าที่รวมกันแค่ 150 คน มีเจ้าหน้าที่หน้างาน 70-80 คน ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมามากกว่า 1.6 ล้านคน เฉพาะที่อ่าวมาหยา มีเจ้าหน้าที่หน้างาน 13 คน แต่มีนักท่องเที่ยววันละไม่ต่ำกว่า 10,000 คน คำถามคือคนทำดีแล้วโดนแบบนี้อีกหน่อยใครจะกล้าทำ แล้วที่บอกว่าต้องการปราบคอรัปชั่นคืออะไร”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ดร.ธรณ์ โพสต์เฟสบุ๊กยืนยันความก้าวหน้าการพัฒนาอุทยานแห่งชาติ ระบุว่า ผมอยากนำผลลัพธ์มาให้เพื่อนธรณ์พิจารณา ดูสิว่าอุทยานที่ดำเนินการเช่นนี้ สมควรถูกตั้งกรรมการสอบไหม?
หัวหน้าพีพีและอ่าวพังงา เพิ่งมารับหน้าที่และทำงานจริงจังแค่ 1 ปี ผมจึงขอเทียบงาน 1 ปีให้พวกเราดู (ปีงบประมาณ ตุลา-กันยา)
#พีพี
รายได้ ปีก่อน 11 เดือน 74 ล้านบาท
รายได้ ปีนี้ 11 เดือน (ถึงสค.59) 502 ล้านบาท
เรือท่องเที่ยวในระบบ ปีก่อน 90 ลำ
เรือท่องเที่ยวในระบบ ปีนี้ 1,600 ลำ
ทุ่นจอดเรือ ปีก่อน 8 ลูก
ทุ่นจอดเรือ ปีนี้ 105+ ลูก (รอจากโครงการอีก 90 ลูก)
ทุ่นบอกเขต ปีก่อน แทบไม่มี
ทุ่นบอกเขต ปีนี้ 3,000+ เมตร
เรือตรวจ ปีก่อน เรือยาง 1 ลำ
เรือตรวจ ปีนี้ เรือยาง 2 ลำ เรือตรวจและเรือยาง 5 ลำ (กำลังจัดซื้อ)
หน่วยพิทักษ์อุทยาน ปีก่อน ไม่มีแม้กระทั่งหน่วยพิทักษ์บนพีพีดอน
ปีนี้ จัดตั้งหน่วยพิทักษ์บนพีพีดอน จัดหน่วยตรวจบนอ่าวลิง ฯลฯ
ชาวบ้าน ปีก่อน ไม่มีกิจกรรมใด
ชาวบ้าน ปีนี้ จัดตั้งกลุ่มพิทักษ์พีพี วางทุ่นจอดเรือเอง ติดตั้งป้าย ประกาศเลิกขายฉลาม/ปลานกแก้ว ฯลฯ
เขตอนุรักษ์ ปีก่อน ไม่มีเรื่องอะไร
เขตอนุรักษ์ ปีนี้ ปิดเกาะยูง เปิดพื้นที่ฟื้นฟูแนวปะการัง 3 เขต
#อ่าวพังงา
รายได้ ปีก่อน 11 เดือน 57 ล้านบาท
รายได้ ปีนี้ 11 เดือน (ถึงสค.59) 336 ล้านบาท
เรือท่องเที่ยวและแคนูในระบบ ปีก่อน 502 ลำ
เรือท่องเที่ยวและแคนูในระบบ ปีนี้ 1,373 ลำ
ทุ่นบอกเขต ปีก่อน แทบไม่มี
ทุ่นบอกเขต ปีนี้ 500+ เมตร
เรือตรวจ ปีก่อน เรือเร็วและเรือยาง
เรือตรวจ ปีนี้ กำลังจัดซื้อเรือตรวจและเรืออื่นๆ เพิ่ม 4 ลำ (กำลังจัดซื้อ)
ด้วยตัวเลขสรุปแค่นี้ ลองคิดเองว่าสมควรที่หัวหน้าจะถูกสอบไหม ?
ผมยังไม่กล่าวถึงหัวหน้าสิมิลัน ซึ่งคงเป็นการสอบที่พิสดารเป็นอย่างยิ่ง เพราะหัวหน้าเพิ่งมารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 59 ซึ่งเป็นช่วงปิดฤดูกาลท่องเที่ยวไปแล้ว ยังไม่ได้เริ่มงานเรื่องการท่องเที่ยวและการบริการด้วยซ้ำ แล้วจะถูกร้องเรียนได้อย่างไร (เกาะสิมิลันปิดเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม)
ทั้งนี้ สำหรับเหตุผลที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น แหล่งข่าวในกรมอุทยานฯ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนเข้าไปที่หน่วยงาน ตั้งแต่ต้นปีช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา แต่หนังสือตั้งคณะกรรมการเพ่ิงจะออกมาในเดือนนี้ ประเด็นร้องเรียนคือการคอรัปชั่นเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บได้เพ่ิมมากขึ้น แต่ไม่มีการนำมาปรับปรุงสถานที่ให้ดีขึ้น เช่น ที่จอดเรือ ไม่เก็บขยะทำความสะอาด รวมไปถึงการนำเงินค่าเข้ากระเป๋าตัวเอง