สองมุมมอง “ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง” ร่มรื่นหรือเพิ่มความสูญเสีย?(คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นักวิชาการ ชี้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความรุนแรง ของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน แนะเลือกปลูกลำต้นที่ไม่ใหญ่มาก และเว้นพื้นที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน 9-12 เมตร

ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงและมีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอยู่เสมอ สำหรับประเด็นการมีต้นไม้ใหญ่บริเวณริมถนนในประเทศไทย ท่ามความเห็นสองมุมทีมนิวมีเดีย PPTV ลงพื้นที่สำรวจทางหลวงหมายเลข 414 ถนนลพบุรีลาเมศวร์ ตอนคลองวง-ท่าท้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่คณะทำงานแผนงานสนับสนุนการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ระบุว่าถนนเส้นนี้มักเกิดอุบัติเหตุรถพุ่งชนต้นไม้บ่อยครั้ง

ตัวอย่างอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 9 ธ.ค. 2558 เกิดอุบัติเหตุรถยนต์จาก จ.ตรัง วิ่งออกทางโค้งชนต้นไม้อย่างแรงทำให้ไฟลุกไหม้ จากการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พบว่า รถยนต์คันนี้วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เมื่อเสียหลักพุ่งชนต้นไม้แรงปะทะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ โดยอุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ผู้เสียชีวิตคือคนขับเนื่องจากศรีษะคนขับกระแทกกับอุปกรณ์ในรถ และผู้โดยสารด้านหลังคนขับที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ศรีษะและช่องท้องกระแทกกับอุปกรณ์ในรถ และกระเด็นมาตอนหน้าของรถ ร่างทั้งสองติดอยู่ในรถขณะไฟไหม้ ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นผู้โดยสารด้านหน้าปีนออกมาจากรถทางประตูด้านซ้าย

จากการลงพื้นที่สอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึง พบว่าสภาพถนนและสิ่งแวดล้อมในที่เกิดเหตุ เป็นทางโค้งที่มีการติดตั้งราวกันอันตราย หรือ การ์ดเรล ถนนมี 4 ช่องจราจร โดยมีเกาะกลางเป็นร่องที่มีต้นไม้ใหญ่ จุดเกิดเหตุเป็นช่วงที่ออกจากทางโค้ง รถวิ่งออกนอกเส้นทางโดยไม่มีร่องรอยการเบรก พุ่งชนหลักกิโลเมตรที่อยู่ห่างจากขอบทาง 1 ม. 20 ซม. เฉี่ยวต้นไม้ต้นที่ 1 ซึ่งห่างจากขอบทาง 15 ซม. ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซม. ก่อนพุ่งชนต้นไม้ต้นที่ 2 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม.

ระหว่างลงพื้นที่สำรวจสภาพถนนและสิ่งแวดล้อม คำรณ สินธูรหัฐ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสงขลาที่ 1 ยอมรับว่าต้นไม้ใหญ่ทั้งบริเวณร่องกลางถนนและริมถนน มีส่วนสำคัญในการเพิ่มความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกับกรณีที่ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วค่อนข้างสูง ที่ผ่านมาแขวงทางหลวงจึงพยายามเข้ามาแก้ไข โดยการย้ายต้นไม้บริเวณทางโค้งหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อไม่ไห้ล้ำเข้าไปในช่องทางและบดบังการมองเห็น รวมถึงการก่อสร้างแบริเออร์คอนกรีตบริเวณทางโค้ง ป้องกันไม่ให้รถแหกโค้งพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง ซึ่งในทางปฏิบัติก็สามารถลดความรุนแรงลงได้ระดับหนึ่ง

“หลังการเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ แขวงทางหลวงสงขลาได้ทำการตัดต้นไม้โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงสำคัญออกบ้างส่วน แต่ก็ต้องดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากมีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านบางส่วน ที่เห็นว่าต้นไม้ใหญ่ริมถนนช่วยให้เกิดความร่มรื่น จริงๆ แล้วต้นไม้ริมถนนในช่วงที่ต้นยังเล็ก เราก็มองดูว่ามันสวยงาม แต่เมื่อต้นใหญ่ขึ้นกลับกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ในการเพิ่มความรุนแรงและความสูญเสียของอุบัติเหตุทางถนน”

สอดคล้องกับคำอธิบายของ นรบดี สาละธรรม คณะวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุทางถนน ที่ระบุว่าประเด็นเรื่องการปลูกต้นไม้ใหญ่ข้างทาง เป็นที่ถกเถียงกันมากในสังคมไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ข้อดีของการมีต้นไม้ใหญ่บริเวณทางหลวงนั้น แง่หนึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าสภาพพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ตามหลักการที่ถูกต้องถือว่าไม่สอดคล้องกับความปลอดภัย เนื่องจากต้นไม้ที่คนไทยนิยมปลูกกันนั้น ส่วนใหญ่จะลำต้นที่แข็งแรงและรากยึดแน่นกับดิน ซึ่งอธิบายง่ายๆ ได้ว่ารถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เมื่อพุ่งชนกับวัตถุที่เป็นของแข็งจะก่อให้เกิดความรุนแรงสูงมาก ฉะนั้น หากจะปลูกต้นไม้บริเวณเกาะกลางหรือไหล่ทางด้านซ้าย ก็ควรเลือกต้นไม้ที่ขนาดไม่ใหญ่และรากไม่ลึกมากนัก โดยวัดความสูงจากรากขึ้นมาประมาณ 1 เมตร ขนาดเส้นรอบวงหรือความกว้างของต้นไม้ ไม่ควรเกิน 30 ซม. แนวทางที่เหมาะสมคือการปลูกไม้พุ่มสลับกับไม้ยืนต้น แต่เจ้าหน้าที่ต้องทำการตัดแต่งกิ่งไม้ตลอดเวลา

“อุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิตในหลายกรณี พบว่าต้นไม้ใหญ่ข้างทางมีส่วนสำคัญมากๆ ที่เป็นตัวเสริมความรุนแรง แต่หากจะปลูกก็ควรเลือกที่ลำต้นไม่ใหญ่มาก และเป็นชนิดที่สามารถช่วยลดแรงปะทะการพุ่งชนได้ โดยความสูงที่เหมาะสมไม่ควรเกินระดับสายตาผู้ขับขี่ และระยะการปลูกต้องไม่ถี่มากจนเกินไป ที่สำคัญต้องมีการเว้นระยะปลอดภัย โดยหากเป็นบริเวณไหล่ทางด้านซ้าย ตามมาตรฐานสากลต้องเว้นพื้นที่ 9-12 เมตร ส่วนบริเวณร่องกลางถนนควบคุมค่อนข้างยาก เนื่องจากขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ ทว่าก็มีแนวทางป้องกันคือการติดตั้งราวกันอันตราย หรือ GUARD RAIL แต่ใช้งบประมาณสูง เนื่องจากราคาตกอยู่ที่ประมาณเมตรละ 1,300 บาท”

ประเด็นสำคัญที่อยากเสนอแนะให้ดำเนินการ ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันไม่ได้รถออกนอกช่องทางและเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ได้นั้น คือการติด “ลูกเนินสะท้อนแสง” ข้างทางทุก 15-20 เมตร ข้างเส้นขอบทางสีขาว เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ที่หลับในหรือขับรถด้วยความเร็วสูง รู้ตัวว่ากำลังออกนอกช่องจราจรเมื่อเหยียบลูกเนิน หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการทำเส้นสีขาวเป็นลูกเนินตลอดทางจุดเสี่ยง แต่ปัญหาคือวิธีนี้ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง รวมไปถึงการทำสภาพร่องกลางถนนให้พื้นล่างไม่แข็งเกินไป เพื่อรองรับแรงกระแทกและไม่ทำให้รถที่ตกลงไปสไลด์ขึ้นไปขวางอีกช่องจราจร อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะปรับปรุงสภาพถนน และวัตถุอันตรายข้างทางให้ดีเพียงใด ส่วนตัวยังคงเชื่อว่าการลดปัจจัยเกิดเหตุด้วยการขับขี่อย่างระมัคระวัง โดยการไม่ใช้ความเร็วที่สูงเกินไป น่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ หรือหากเกิดขึ้นก็จะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ทว่า ภัทรดนัย อุทัยรัตน์ ปลัดอำเภอหาดใหญ่ มีความเห็นอีกด้านที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เขามองว่าต้นไม้ริมทางมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อเสียนั้นหลายคนชี้ว่าต้นไม้ใหญ่ มีส่วนสำคัญในการเพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเคสขับเร็วและพุ่งชนต้นไม้อย่างแรง แต่อีกมุมหนึ่งก็มีข้อดีตรงที่สามารถช่วยให้ รถที่พุ่งตกร่องกลางถนนไม่ไถลไปขวางทางรถอีกฝั่ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุเลย จริงๆ แล้วน่าจะอยู่ที่พฤติกรรมการขับขี่ส่วนบุคคลมากกว่า เราควรรณรงค์ให้ขับรถช้าลงหรือตามที่กฎหมายกำหนด น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าเพราะต้นไม้อยู่เฉยๆ

“หากจะมีการเข้ามาดำเนินการปรับปรุงถนนหรือตัดต้นไม้ออกไปจากบริเวณนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็ควรไปพูดคุยและทำประชาพิจารณ์ก่อนป้องกันความขัดแย้ง ซึ่งในส่วนตัวเชื่อว่ามีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้”

ขณะที่คำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่กู้ภัย วชิรา บุญญะ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ชี้ว่าส่วนใหญ่อุบัติเหตุรถเสียหลักชนต้นไม้ มักก่อให้เกิดความสูญเสียรุนแรง เขาเล่าถึงอุบัติเหตุรถเก๋งมุ่งหน้า อ.เมือง จ.สงขลา เสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง เมื่อประมาณ 4-5 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากไฟลุกไหม้รถ

“หลังรับแจ้งเหตุหน่วยกู้ภัยได้นำอุปกรณ์ตัดถ่างมายังที่เกิดเหตุแต่ไม่สามารถช่วยได้ทันที เนื่องจากไฟกำลังลุกไหม้จึงต้องขอรถดับเพลิงมาฉีดน้ำก่อน ความยากอยู่ที่ความรุนแรงของการพุ่งชน ประกอบกับความแข็งแรงและความใหญ่ของลำต้นด้วย หากวิ่งมาด้วยความเร็วสูงความเสียหายก็จะรุนแรง การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกจากรถทำได้ลำบาก ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก หลายครั้งผู้ประสบเหตุเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา แต่หากชนไม่แรงมากนักจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการช่วยเหลือ”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ