ปฏิรูปการศึกษา สังคมไทยถกกันนานมากแล้ว หากจะอ้างอิงตัวเลขก็ขอยกข้อมูลจากบทความเรื่อง “โอกาสที่เสียไป: 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ที่สถาบันอนาคตไทยศึกษาทำเอาไว้ บทความนี้ระบุว่า สังคมไทยเริ่มปฏิรูปการศึกษามาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว
ถึงวันนี้เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ในความรับรู้ของผม ดูจะไม่ต่างจากการแก้ปัญหาจราจรเมืองกรุงที่มีการรายงานผลการศึกษาวิธีแก้ปัญหามาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม
เราได้ยินได้เห็นข่าวตามสื่อฯ ที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงในแวดวงการศึกษาได้บ้างไม่มากก็น้อย อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็ ครูปาแก้วใส่นักเรียน ปัญหารับน้องในสถาบันอุดมศึกษา ก่อนหน้านี้ก็จะมีกรณีด็อกเตอร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอัตตวินิบาตกรรม การรับจ้างทำปริญญาเกลื่อนอินเทอร์เน็ต หรือการปรับระบบสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นต้น
หรือแม้กระทั่งเรื่องการออกแบบวิมานพระอินทร์ แลนมาร์คใหม่ในโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามองดี ๆ ก็สะท้อนแง่มุมเกี่ยวกับการศึกษาได้อย่างลึกซึ้ง
และเมื่อได้มาฟังเจ้ากระทรวงเสมาฯ ชี้แจงโรดแมป “ปฏิรูปการศึกษา” ผ่านรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ถึง 3 วัน (31 ส.ค. / 1 ก.ย. / 3 ก.ย.) แล้ว ภาพปัญหาเฉพาะในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการก็ชัดเจนมากขึ้น
ขอสรุปเนื้อหาที่ได้ฟังอีกสักครั้ง
- เด็กไทยระดับ ป.3-ป.6 มีชั่วโมงเรียนต่อปีมากติดอันดับต้น ๆ ของโลก
- เราขาดครูระดับมัธยม และครูการศึกษาพิเศษ ส่วนครูระดับประถมมีมากเกิน
- สัดส่วนครูต่อห้องเรียน ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนมีห้องเรียนกว่า 1.2 แสนห้องแต่มีห้องเรียนที่ไม่มีครูประจำชั้น 3 หมื่นกว่าห้อง ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียนมากกว่า 120 คนขึ้นไปกลับมีครูมากกว่าห้องเรียนถึง 9 หมื่นกว่าคน
- อีก 2 ปี เราต้องการครูอนุบาล ประถม และมัธยม ที่ต้องการมากที่สุดคือ ครูเลข รองลงมาคือครูอังกฤษ และครูภาษาไทย ขณะที่อาชีวศึกษา เราต้องการครูอังกฤษมากที่สุด รองลงมาคือครูเครื่องกล และครูสอนการจัดการทั่วไป
ยังไม่นับครูที่สอนไม่ตรงสาขาวิชา ปัญหาการบรรจุและโยกย้ายไม่เป็นธรรมที่เคยมีการซุบซิบด้วยวลีที่ว่า “กิโลฯ ละแสน” ครูเกษียณ หนี้ครู และปัญหาอีกสารพัน
ปัญหาที่โรมรันพันตูระบบการศึกษาไทย รวมทั้งโรดแมปการแก้ปัญหาการศึกษาในด้านต่าง ๆ ที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาเล่าในรายการนั้น ผมคิดตามจนปวดหัว จับต้นชนปลายไม่ถูก ก็ได้แต่ภาวนาว่าผู้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงหลาย ๆ ภาคส่วนที่แบกความคาดหวังจากคนทั้งประเทศซึ่งอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาไทยจะไม่หัวระเบิดไปเสียก่อน
จะสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องอนาคต แต่ในขณะที่ท่านรัฐมนตรีกำลังขับเคลื่อนองคาพยพเพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละจุด เราก็ไม่อาจละเลยบริบทแวดล้อมด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศได้ เพราะบริบทเหล่านี้เชื่อมโยงผูกเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาทั้งหมด
ฟังดูอาจเป็นนามธรรม ผมจึงขอยกการบรรยายของรองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์ ในฐานะประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา เรื่อง วิกฤตการปฏิรูปการศึกษา ย้อนอดีต คิดปัจจุบัรน ปั้นอนาคต มาเล่าสู่กันฟัง
เช่นบริบทด้านสังคม อาจารย์ฉายภาพรูปแบบครอบครัวที่เปลี่ยนไปซึ่งมีครอบครัวไม่สมบูรณ์แบบประเภทต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะ ครอบครัวแหว่งกลาง คือ พ่อแม่ทำมาหากินบุตรหลานอยู่กับปู่ย่าตายาย และครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ส่วนหนึ่งมาจากแม่วัยรุ่น หรือหย่าร้างมากขึ้น
ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2559
รายงานฉบับนี้เผยสถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่แม้ว่ากำลังลดลงต่อเนื่องแต่ก็ยังมีอัตราที่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ มาก และยังพบการคลอดซ้ำในแม่วัยรุ่นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.3 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 12.5 ในปี 2558
นอกจากนี้ข้อมูลร้อยละของเด็กแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ คือ น้อยกว่า 2,500 กรัม เกิดจากมารดาอายุน้อยกว่า 20 ปี สูงกว่าที่เกิดจากมารดาผู้ใหญ่
หันมาดูพฤติกรรมการดื่มสุราและสูบบุหรี่พบว่า เยาวชน 15-24 ปี มีอัตราสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม นี่ขนาดมีมาตรา 44 นะ!
เยาวชนถูกจับขณะเดินส่งยาเสพติด เด็กนักเรียนตามต่างจังหวัดตกรถโดยสารดัดแปลงเป็นรถรับส่งนักเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของบริบทแวดล้อมที่ยกมาให้เห็นซึ่งก็คงต้องตามแก้กันไป
ไม่เพียงแต่บริบทภายในประเทศเท่านั้น บริบทโลกก็ส่งผลกระทบต่อการศึกษาในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมขอยกคำพูดของ ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ มาเป็นข้อคิด เขาย้ำว่า 3 เทรนที่เปลี่ยนโลกซึ่งเราต้องปรับการเรียนการสอนให้ทัน นั่นคือ พลังงาน ดิจิทัลอีโคโนมี และไบโอเทค แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยน เราจะถูกบังคับให้เปลี่ยน
การปฏิรูปการศึกษา จะสำเร็จหรือไม่คำตอบยังอยู่ในสายลม เพราะท่านรัฐมนตรีบอกว่า เส้นทางการปฏิรูปการศึกษาสายนี้จะมุ่งหน้าไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” แต่ตอนนี้เรื่องการศึกษาเราอยู่ประมาณ 1.0 ยังอีกยาวไกลกว่าจะถึง 4.0 แถมยังมีบริบทแวดล้อมที่รอการปฏิรูปอยู่เช่นกัน
ทุกวันนี้กระแสโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เราสาละวนกับการปฏิรูป โลกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ดังนั้นการจะเร่งเครื่องให้ถึงฝั่งทุกภาคส่วนต้องเห็นตรงกันและก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน เพราะเราย่ำอยู่กับที่มาอย่างน้อย 17 ปีแล้ว