นายบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก แถลงข่าว ยืนยันว่า จากภาพหลักฐานในกล้องวงจรปิด ทำให้มั่นใจได้ว่า มีคนตั้งใจนำวัตถุระเบิดไปทิ้งไว้ในถังขยะ ของย่านเชลซี ซึ่งเป็นย่านการค้าในเขตแมนฮัตตัน ของนครนิวยอร์ก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตามล่าผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าว
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตัดความเป็นไปได้ที่สาเหตุจะเกิดจากแก๊สรั่ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการก่อการร้าย จึงสอบสวน ในฐานะคดีอาชญากรรมทั่วไป ขณะที่หน่วยข่าวกรองยังไม่พบเบาะแสที่ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เป็นภัยคุกคามต่อนิวยอร์ก
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ เพื่อค้นหาวัตถุระเบิดที่อาจยังหลงเหลืออยู่ โดยเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยชิ้นที่ 2 อยู่ในถุงพลาสติก ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุ ตรวจสอบพบว่าเป็นหม้ออัดแรงดันสูง ที่เชื่อมต่อสายไฟเข้ากับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทีมเก็บกู้วัตถุระเบิดได้นำไปตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว
แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่เชื่อว่าวัตถุลักษณะดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในเหตุโจมตี ที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินได้ ล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยชิ้นที่ 3 ไม่ไกลจากจุดระเบิดเช่นกัน แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่าเหตุดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดท่อ หรือ ไปป์บอมบ์ ที่พบในถังขยะ ข้างถนนที่จะใช้เป็นเส้นทางแข่งวิ่งการกุศล ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง จนเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันในที่สุด
ทั้งนี้ แม้ว่า ย่านเชลซี จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ก็จัดเป็นย่านการค้าและช็อปปิ้งที่สำคัญของนครนิวยอร์ก ขณะที่ยอดผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อยู่ที่ 29 คน บาดเจ็บสาหัส 1 คน
มือมีดไล่แทงคนในห้างฯรัฐมินนิโซตา เจ็บ 8 คน
ก่อนที่จะเกิดเหตุระเบิดใจกลางนครนิวยอร์กไม่นาน ยังมีรายงานเหตุมือมีดไล่แทงคนที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในรัฐมินนิโซตา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน โดยผู้ต้องสงสัย ซึ่งสวมชุดเครื่องแบบของพนักงานรักษาความปลอดภัย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบยิงวิสามัญในจุดเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุว่า เหตุดังกล่าวเป็นเหตุก่อการร้ายหรือไม่ แม้จะมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุตะโกนสรรเสริญในระหว่างลงมือ เนื่องจากยังไม่ทราบมูลเหตุจูงใจที่แท้จริงของผู้ก่อเหตุ
AFP Photo / BRYAN R. SMITH